Secret Love อัลบั้มที่บันทึกถึงความเหนื่อยหน่ายต่อโลกกับการถ่ายทอดอารมณ์ที่เปิดผ่านสู่ความอ่อนไหวจาก Dry Cleaning

by Nattha.C
36 views
Secret Love by Dry Cleaning

Secret Love สตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของ Dry Cleaning วงดนตรีโพสต์พังค์จากอังกฤษที่บันทึกถึงความเหนื่อยหน่ายต่อโลกสมัยใหม่ผ่านการเปิดประตูไปสู่การพูดคุยอย่างอ่อนไหวลึกซึ้ง ซึ่งมันยังพ่วงด้วยความหลากหลายอารมณ์ ที่อาศัยจังหวะการเล่าเรื่องระหว่างท่วงทำนองแบบอัพบีตและสโลว์เบิร์น ที่สลับกันไปตลอดทั้ง 11 แทร็ค จนเกิดเป็นผลงานเพลงที่กลมกล่อมและเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

Dry Cleaning on Secret Love Press Photo
© Max Miechowski

สำหรับใครหลายคนในที่นี้ก็อาจรู้จักพวกเขาจากอีพี Boundary Road Snacks and Drinks และ Sweet Princess (2019) อย่างเพลง ‘Conversation’ กับการทำเสียง “ตู๊ด…ตู๊ด, ริง…ริง” มันคือเฟิร์สอิมเพรสชั่นที่ค่อนข้างแปลกใหม่และเพี้ยนสำหรับเราสุด ๆ เนื่องด้วยสไตล์เพลงที่เหมือนนั่งฟังบรรยาย แต่ดนตรีคือซิ่งไปเลย ทำให้เราแอบติดตามผลงานของพวกเขาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ภายหลังการเซ็นต์สัญญากับค่ายเพลงระดับตำนานอย่าง 4AD ได้ไม่นาน พวกเขาก็เปิดตัวผ่านซิงเกิลเดบิวต์ ‘Scratchcard Lanyard’ ก่อนจะปล่อยสตูดิโออัลบั้มเต็มชุดแรก New Long Leg ในอีกหนึ่งปีถัดมา ชื่อของ Dry Cleaning จึงกลายเป็นอีกวงดนตรีในเครือญาติของแนวเพลงโพสต์พังค์ที่น่าจับตามองใน UK มาก ๆ รวมถึงอัลบั้มชุดที่สองอย่าง Stumpwork (2022) กับภาพปกสุดติดตาที่พ่วงด้วยแทร็กโปรดของเราอย่าง ‘Gary Ashby’, ‘Hot Penny Day’ แต่หลังจากนั้นวงก็ห่างหายจากการทำผลงานเพลงไปเกือบ 4 ปีเต็ม ๆ

Secret Love Album Artwork
Artwork by Erica Eyres

หากพูดถึงสิ่งแรกที่โดดเด่นที่สุดของวง ภาพของฟรอนต์วูแมนอย่าง Florence Shaw ก็จะลอยมาในทันที เพราะเธอถูกจดจำในฐานะนักร้องหญิงเสียง Deadpan กับสไตล์การร้องกึ่งพูดแบบสโปเคนเวิร์ด พอผนวกกับพาร์ทดนตรีในยุคแรก ก็จะชวนให้นึกถึง Mark E. Smith จากคณะ The Fall ไปจนถึง Gang of Four และศิลปินอีกหลายชื่อที่ใช้การบ่นพึมพำ (Muttering) ประกอบสตอรี่ที่ใช้เทคนิคหรือมีไอเดียที่มาจากการจับนู่นผสมนี่ หรือหยิบประโยคคำพูดบนโลกอินเทอร์เน็ตมาตัดแปะเป็นภาพรวมแบบงานศิลป์ประเภท Collage

ถัดมาคือซาวด์ดนตรีที่คราฟต์พอ ๆ กับเสียงร้องที่บางครั้งอาจฟังดูไปคนละทิศละทางบ้าง เว้นแต่ว่าพวกเขายังมีการนำเสนอเพลงที่แตกต่างไม่เหมือนใครอยู่ ทั้งเสียงกีตาร์ที่แผดเผาของ Tom Dowse ควบคู่ไปเบสไลน์พร้อมจังหวะกลองของ Lewis Maynard และ Nick Buxton ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถูกจัดเป็นกระดูกสันหลังส่วนสำคัญที่ถ้าขาดหายไป พวกเขาอาจกลายเป็นวงดนตรีที่น่าเบื่อสำหรับกลุ่มผู้ฟังที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเสียงร้องบ่น ๆ และยังต้องสู้กับปริมาณของวงดนตรีน้ำดีจำนวนมากมายในลักษณะเพลงใกล้เคียงกันอีก

แต่ไม่ใช่กับอัลบั้ม ‘Secret Love’ ที่นอกจากจะว่าด้วยเรื่องราวของมนุษย์และความสัมพันธ์ในโลกยุคโมเดิร์น โดยเฉพาะในช่วงปี 2020s ประกอบกับความเบื่อหน่ายต่อสภาพแวดล้อม สังคม และสิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลอมให้เราไม่อยากรู้สึกรู้สาอะไร หรือเหนื่อยเกินไปที่จะแสดงมันออกมา พวกเขายังขับเค้นบรรยากาศเหล่านั้นผ่านบทเพลงที่ทั้งเพลิดเพลิน เศร้าหมอง และสามารถมีอารมณ์ร่วมกับมันได้ไม่ยาก ระหว่างสัดส่วนที่ถูกจัดวางมาอย่างแม่นยำ และความลื่นไหล มีอิสระในตัวเอง แบบที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Best Version ของพวกเขาเลย

หรืออย่างเนื้อหาเพลงต่าง ๆ ในอัลบั้มที่ทำหน้าที่คล้าย “กระจก” เพื่อสะท้อนความคิดและเสียงภายในหัวที่ เพราะบางครั้งมันก็คอยบอกเราถึงสิ่งที่ดีงาม เป็นพลังบวก หรือบางครั้งมันก็บ่อนทำลายเราด้วยสิ่งที่เป็นพิษภัย แม้กระทั่งคำว่า “Fuck” ที่ชอว์สบถออกมาอย่างเหือดแห้ง ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เมื่อใครสักคนเลือกที่จะไม่แคร์หรือมีท่าทีที่ดูเย็นชาเหลือเกิน จริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นกลไกป้องกันตัวเองจากความยุ่งเหยิง และตึงเครียดที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต หรืออาจเป็นการหลบซ่อนตัวตนและความรู้สึกที่แตกสลายอยู่ภายในไม่ให้ใครเห็นก็ได้

ภายใต้น้ำเสียงอันราบเรียบ คราวนี้ชอว์เลือกที่จะเปิดเผยด้านที่อ่อนไหวยิ่งขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการร้องที่เปลี่ยนจากการพร่ำบ่นไปที สู่การคร่ำครวญที่เราขอร่วมหัวจมท้ายไปด้วย จนแอบคิดว่าคาแรกเตอร์ของเธอ คล้ายกับตัวละครหลักในซีรีส์ Fleabag (2013) ที่ถ้าตัดบทเรื่องหมกหมุ่นทางเพศออกไป ความตลกหน้าตายของ Phoebe Waller-Bridge หรือ Florence Shaw ก็ยังเป็นสิ่งที่เราซื้ออยู่ดี

สำหรับพาร์ทดนตรี ส่วนใหญ่พวกเขามักได้รับอิทธิพลจากพังค์ อเมริกันฮาร์ดคอร์ ไปจนถึงสโตนเนอร์ร็อก และสำเนียงอาร์ตป๊อปส่วนหนึ่งจาก Life Without Buildings และการเข้ามานั่งแท่นโปรดิวเซอร์ของศิลปินหญิงอย่าง Cate Le Bon ที่เธอเคยฝากลายเซ็นต์ไว้กับ Deerhunter, Wilco, Horsegirl หรือที่ทราบกันดีว่าผลงานเพลงของเธอนั้นมีมิติที่ลุ่มลึกมาก และในด้านโปรดักชั่นก็ได้ความช่วยเหลือจากสองสมาชิกวง Gilla Band เพื่อบันทึกเสียงที่ Sonic Studios และสตูดิโอคุณภาพดีในหลาย ๆ สถานที่ ทำให้องค์ประกอบทั้งหมดของมันเลยค่อนข้างมีความเป็นกลุ่มก้อนขึ้น เรียบง่ายแต่เฉียบคม และบ่งบอกถึงความเป็นตัวเองได้อย่างภาคภูมิว่านี่แหละคือ Dry Cleaning

อาทิเพลง ‘Cruise Ship Designer’ และ ‘My Soul / Half Pint’ ที่มาพร้อมกรูฟเบสนวด ๆ และริฟฟ์กีตาร์ชัด ๆ หรือเพลงจังหวะกระชับฉับไวแบบชาวพังค์ร็อกอารมณ์พลุ่งพล่านใน ‘Rocks’ ที่มีแพทเทิร์นดนตรีกับลูปโน๊ตไม่ซับซ้อน, การใช้ซินธิไซเซอร์ที่ให้บรรยากาศราวยุค 80s ติดกลิ่นอายแจงเกิลป๊อปใน ‘Blood’, ’Secret Love (Concealed in a Drawing of a Boy)’, การขับกล่อมที่สอดประสานไปกับการเกลากีตาร์ในสไตล์แชมเบอร์โฟล์ก ก่อนจะเติมเครื่องเป่าเข้ามาอย่างมีเสน่ห์ใน ‘Let Me Grow and You’ll See the Fruit’ ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการตอกย้ำว่า พวกเขาเป็นวงดนตรีที่สื่อสารความแห้งเหือดของโลกสมัยใหม่ได้อย่างวิจิตร

+ posts

แบม นักเขียนน้องเล็กที่ชอบอ่านหนังสือและฟังเพลงในเวลาเดียวกัน

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy