Secret Love สตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของ Dry Cleaning วงดนตรีโพสต์พังค์จากอังกฤษที่บันทึกถึงความเหนื่อยหน่ายต่อโลกสมัยใหม่ผ่านการเปิดประตูไปสู่การพูดคุยอย่างอ่อนไหวลึกซึ้ง ซึ่งมันยังพ่วงด้วยความหลากหลายอารมณ์ ที่อาศัยจังหวะการเล่าเรื่องระหว่างท่วงทำนองแบบอัพบีตและสโลว์เบิร์น ที่สลับกันไปตลอดทั้ง 11 แทร็ค จนเกิดเป็นผลงานเพลงที่กลมกล่อมและเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

สำหรับใครหลายคนในที่นี้ก็อาจรู้จักพวกเขาจากอีพี Boundary Road Snacks and Drinks และ Sweet Princess (2019) อย่างเพลง ‘Conversation’ กับการทำเสียง “ตู๊ด…ตู๊ด, ริง…ริง” มันคือเฟิร์สอิมเพรสชั่นที่ค่อนข้างแปลกใหม่และเพี้ยนสำหรับเราสุด ๆ เนื่องด้วยสไตล์เพลงที่เหมือนนั่งฟังบรรยาย แต่ดนตรีคือซิ่งไปเลย ทำให้เราแอบติดตามผลงานของพวกเขาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา
ภายหลังการเซ็นต์สัญญากับค่ายเพลงระดับตำนานอย่าง 4AD ได้ไม่นาน พวกเขาก็เปิดตัวผ่านซิงเกิลเดบิวต์ ‘Scratchcard Lanyard’ ก่อนจะปล่อยสตูดิโออัลบั้มเต็มชุดแรก New Long Leg ในอีกหนึ่งปีถัดมา ชื่อของ Dry Cleaning จึงกลายเป็นอีกวงดนตรีในเครือญาติของแนวเพลงโพสต์พังค์ที่น่าจับตามองใน UK มาก ๆ รวมถึงอัลบั้มชุดที่สองอย่าง Stumpwork (2022) กับภาพปกสุดติดตาที่พ่วงด้วยแทร็กโปรดของเราอย่าง ‘Gary Ashby’, ‘Hot Penny Day’ แต่หลังจากนั้นวงก็ห่างหายจากการทำผลงานเพลงไปเกือบ 4 ปีเต็ม ๆ

อย่างไรก็ตาม การกลับมาในอัลบั้ม Secret Love ไม่ได้ทำให้เราตั้งแง่ว่าคุณภาพของพวกเขาจะดรอปลงไหม การเล่าเรื่องจะไปในทิศทางไหน และมันอาจไม่ได้เป็นการตั้งคำถามที่แปลกใหม่อะไรในฐานะผู้ฟังคนนึง ซึ่งเราได้มีโอกาสไปร่วมฟังล่วงหน้าที่งาน Listening Party ณ Freaking Out The Neighborhood จากแผ่นไวนิลและเครื่องเสียงที่คุณภาพดีมาก ๆ ภายในร้าน ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกติดตรึงใจกับอัลบั้มนี้พอสมควร (ขอบคุณทาง Beggars Asia – Thailand ที่ยังคงนึกถึงกันเสมอ ๆ และส่งคำเชิญชวนมาด้วยนะคะ)
หากพูดถึงสิ่งแรกที่โดดเด่นที่สุดของวง ภาพของฟรอนต์วูแมนอย่าง Florence Shaw ก็จะลอยมาในทันที เพราะเธอถูกจดจำในฐานะนักร้องหญิงเสียง Deadpan กับสไตล์การร้องกึ่งพูดแบบสโปเคนเวิร์ด พอผนวกกับพาร์ทดนตรีในยุคแรก ก็จะชวนให้นึกถึง Mark E. Smith จากคณะ The Fall ไปจนถึง Gang of Four และศิลปินอีกหลายชื่อที่ใช้การบ่นพึมพำ (Muttering) ประกอบสตอรี่ที่ใช้เทคนิคหรือมีไอเดียที่มาจากการจับนู่นผสมนี่ หรือหยิบประโยคคำพูดบนโลกอินเทอร์เน็ตมาตัดแปะเป็นภาพรวมแบบงานศิลป์ประเภท Collage
ถัดมาคือซาวด์ดนตรีที่คราฟต์พอ ๆ กับเสียงร้องที่บางครั้งอาจฟังดูไปคนละทิศละทางบ้าง เว้นแต่ว่าพวกเขายังมีการนำเสนอเพลงที่แตกต่างไม่เหมือนใครอยู่ ทั้งเสียงกีตาร์ที่แผดเผาของ Tom Dowse ควบคู่ไปเบสไลน์พร้อมจังหวะกลองของ Lewis Maynard และ Nick Buxton ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถูกจัดเป็นกระดูกสันหลังส่วนสำคัญที่ถ้าขาดหายไป พวกเขาอาจกลายเป็นวงดนตรีที่น่าเบื่อสำหรับกลุ่มผู้ฟังที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเสียงร้องบ่น ๆ และยังต้องสู้กับปริมาณของวงดนตรีน้ำดีจำนวนมากมายในลักษณะเพลงใกล้เคียงกันอีก
แต่ไม่ใช่กับอัลบั้ม ‘Secret Love’ ที่นอกจากจะว่าด้วยเรื่องราวของมนุษย์และความสัมพันธ์ในโลกยุคโมเดิร์น โดยเฉพาะในช่วงปี 2020s ประกอบกับความเบื่อหน่ายต่อสภาพแวดล้อม สังคม และสิ่งต่าง ๆ ที่หล่อหลอมให้เราไม่อยากรู้สึกรู้สาอะไร หรือเหนื่อยเกินไปที่จะแสดงมันออกมา พวกเขายังขับเค้นบรรยากาศเหล่านั้นผ่านบทเพลงที่ทั้งเพลิดเพลิน เศร้าหมอง และสามารถมีอารมณ์ร่วมกับมันได้ไม่ยาก ระหว่างสัดส่วนที่ถูกจัดวางมาอย่างแม่นยำ และความลื่นไหล มีอิสระในตัวเอง แบบที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Best Version ของพวกเขาเลย
หรืออย่างเนื้อหาเพลงต่าง ๆ ในอัลบั้มที่ทำหน้าที่คล้าย “กระจก” เพื่อสะท้อนความคิดและเสียงภายในหัวที่ เพราะบางครั้งมันก็คอยบอกเราถึงสิ่งที่ดีงาม เป็นพลังบวก หรือบางครั้งมันก็บ่อนทำลายเราด้วยสิ่งที่เป็นพิษภัย แม้กระทั่งคำว่า “Fuck” ที่ชอว์สบถออกมาอย่างเหือดแห้ง ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เมื่อใครสักคนเลือกที่จะไม่แคร์หรือมีท่าทีที่ดูเย็นชาเหลือเกิน จริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นกลไกป้องกันตัวเองจากความยุ่งเหยิง และตึงเครียดที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต หรืออาจเป็นการหลบซ่อนตัวตนและความรู้สึกที่แตกสลายอยู่ภายในไม่ให้ใครเห็นก็ได้
ภายใต้น้ำเสียงอันราบเรียบ คราวนี้ชอว์เลือกที่จะเปิดเผยด้านที่อ่อนไหวยิ่งขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการร้องที่เปลี่ยนจากการพร่ำบ่นไปที สู่การคร่ำครวญที่เราขอร่วมหัวจมท้ายไปด้วย จนแอบคิดว่าคาแรกเตอร์ของเธอ คล้ายกับตัวละครหลักในซีรีส์ Fleabag (2013) ที่ถ้าตัดบทเรื่องหมกหมุ่นทางเพศออกไป ความตลกหน้าตายของ Phoebe Waller-Bridge หรือ Florence Shaw ก็ยังเป็นสิ่งที่เราซื้ออยู่ดี
สำหรับพาร์ทดนตรี ส่วนใหญ่พวกเขามักได้รับอิทธิพลจากพังค์ อเมริกันฮาร์ดคอร์ ไปจนถึงสโตนเนอร์ร็อก และสำเนียงอาร์ตป๊อปส่วนหนึ่งจาก Life Without Buildings และการเข้ามานั่งแท่นโปรดิวเซอร์ของศิลปินหญิงอย่าง Cate Le Bon ที่เธอเคยฝากลายเซ็นต์ไว้กับ Deerhunter, Wilco, Horsegirl หรือที่ทราบกันดีว่าผลงานเพลงของเธอนั้นมีมิติที่ลุ่มลึกมาก และในด้านโปรดักชั่นก็ได้ความช่วยเหลือจากสองสมาชิกวง Gilla Band เพื่อบันทึกเสียงที่ Sonic Studios และสตูดิโอคุณภาพดีในหลาย ๆ สถานที่ ทำให้องค์ประกอบทั้งหมดของมันเลยค่อนข้างมีความเป็นกลุ่มก้อนขึ้น เรียบง่ายแต่เฉียบคม และบ่งบอกถึงความเป็นตัวเองได้อย่างภาคภูมิว่านี่แหละคือ Dry Cleaning
อาทิเพลง ‘Cruise Ship Designer’ และ ‘My Soul / Half Pint’ ที่มาพร้อมกรูฟเบสนวด ๆ และริฟฟ์กีตาร์ชัด ๆ หรือเพลงจังหวะกระชับฉับไวแบบชาวพังค์ร็อกอารมณ์พลุ่งพล่านใน ‘Rocks’ ที่มีแพทเทิร์นดนตรีกับลูปโน๊ตไม่ซับซ้อน, การใช้ซินธิไซเซอร์ที่ให้บรรยากาศราวยุค 80s ติดกลิ่นอายแจงเกิลป๊อปใน ‘Blood’, ’Secret Love (Concealed in a Drawing of a Boy)’, การขับกล่อมที่สอดประสานไปกับการเกลากีตาร์ในสไตล์แชมเบอร์โฟล์ก ก่อนจะเติมเครื่องเป่าเข้ามาอย่างมีเสน่ห์ใน ‘Let Me Grow and You’ll See the Fruit’ ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการตอกย้ำว่า พวกเขาเป็นวงดนตรีที่สื่อสารความแห้งเหือดของโลกสมัยใหม่ได้อย่างวิจิตร

แบม นักเขียนน้องเล็กที่ชอบอ่านหนังสือและฟังเพลงในเวลาเดียวกัน
