High Vis เดือดพล่าน จริงใจ และเต็มไปด้วยพลังที่กอบกู้ชีวิตคืนกับคอนเสิร์ตแรกในไทยของวงฮาร์ดคอร์พังค์จากอังกฤษ

by Nattha.C
611 views
High Vis live in Bangkok 2025
Panician © 0211snap

สำหรับสองกลุ่มศิลปินไทยที่มาเล่นเปิดในคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ Panician วงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อก โพสต์พังค์ที่ส่วนตัวเราพึ่งเคยได้ชมการแสดงสดของทางวง และหากให้เราเปรียบเทียบสไตล์เพลง หรือการเล่นของพวกเขากับอะไรสักอย่าง คงเหมือนม้าเร็วที่สง่างามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน โดยเพลงส่วนใหญ่ในเซ็ตลิสต์นี้ก็จะหยิบมาจากสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุดอย่าง ‘High Horse’ (2024) ในระหว่างความดุดันทางจังหวะกับสุ้มเสียงที่พาควบเท้าไปข้างหน้าคล้ายหนังประเภทคาวบอยไล่ล่า หรือเจ้าพ่อมาเฟีย ยังมีบรรยากาศของเมโลดี้ที่คืบคลานเข้ามาทำลายโสตประสาท ผ่านเสียงร้องทุ้มต่ำ กีตาร์ที่เสียดแทงอย่างร้ายกาจ ประกอบเบสไลน์กับกลองซึ่งนวดเค้นแบบหนืดหน่วง

ถัดมาเป็น Grimtooth วงดนตรีฮาร์ดคอร์พังค์จากค่าย Holding On Records ที่ฟังดูเหมือนวงใหม่ แต่พวกเขาฟอร์มวงกันมาตั้งแต่ช่วงปี 2013 และสมาชิกยุคปัจจุบัน 2 ใน 4 ของวงคือ เอส–ปิยะวุฒิ ทองประกอบ (มือกลอง Whispers), หนึ่ง–วีรยุทธ กลีบประทุม (มือกีตาร์ Whispers ที่เป็นสมาชิก ร่วมวง Straight Edge ที่ชื่อว่า Monument X) สิ่งที่ดึงความสนใจให้เราอยู่จนจบโชว์ได้ ไม่ใช่แค่ดนตรีสุดเกรี้ยวกราดและเสียงร้องหยาบกร้านจากเพลงส่วนใหญ่ใน EP ‘The Mentality’ (2025) แต่เป็นจังหวะบอสตันฮาร์ดคอร์ที่ทำให้เพลงของพวกเขามีกลิ่นอายและไดนามิกที่แตกต่างไป ทั้งความเดือดพล่านเข้มข้นทางอารมณ์ และท่อนเบรคดาวน์ที่ทำให้อยากโยกแบบชาวแก๊งค์

โดยโชว์ของทั้งสองวงถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องที่ยอดเยี่ยมไม่น้อย แม้จำนวนของผู้ชมจะไม่ได้คับคั่งเท่ากับหลาย ๆ งานที่อัดแน่นด้วยไลน์อัปศิลปินฮาร์ดคอร์เพื่อชาวฮาร์ดคอร์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทว่า สิ่งที่เป็นจุดร่วมในคอนเสิร์ตของ High Vis ไม่ว่าจะเป็นทั้งสไตล์เพลงหรือการแสดงสด พวกเขาสามารถดึงคนที่รักในวัฒนธรรมฮาร์ดคอร์ และคนที่ชอบดนตรีโพสต์พังค์มารวมตัวในที่เดียวกันได้ เช่นเดียวกับที่ทีมงานได้เลือก Panician และ Grimtooth มาแสดงถึงมูฟถัดไปของการโอบรับความหลากหลายทางดนตรีที่ถูกยอมรับเป็นวงกว้างมากขึ้น

หลังเวลาผ่านพ้นไปประมาณ 20 นาที วงดนตรีที่ใครหลายคนรอคอยอย่าง High Vis ก็เริ่มไฮป์คนดู ด้วยการเรียกให้ทุกคนขยับมายืนแถวหน้าใกล้เวที เพราะปกติจะเว้นพื้นที่ไว้ให้คนดูมอชพิทกัน ก่อนซัดเพลง ‘Drop Me Out’ กับซาวด์กีตาร์สุดแสบสันและจังหวะรวบรัดที่ปลุกให้เราตื่นในทันที ต่อที่ ‘Walking Wires’ กับริฟฟ์เสียงหวานแปร่งแต่ซ่อนความฝาดขมไว้แบบกลิ่นอายเพลงนิวเวฟ ยุค 80s ผสมจังหวะกลองแบบ Motorik ที่ทั้งลูปและเร้า ซึ่งน่าจะเป็นเพลงโปรดของใครหลายคนไม่ต่างจากเรา

High Vis live in Bangkok 2025
High Vis © 0211snap

ตามมาที่เพลง ‘Talk For Hours’ และ ‘Altitude’ ที่แผ่ออร่าชาว UK ขนานแท้ แน่นอนว่าทุกคนใน ฮอลล์คือตะโกนร้องแบบไม่ขัดเขิน ซึ่งเปลี่ยนจากความร้อนระอุ กลายเป็นความอบอุ่นในชั่วขณะ เมโลดี้ของสองเพลงนี้จะใส่กลิ่นอายดนตรีโพสต์พังค์ โกธิคร็อก แจงเกิลป๊อปแบบ The Smiths, The Chameleons, Siouxsie and the Banshees ไปจนถึงวงดนตรีสุดเก๋ายุค 90s อย่าง Oasis

แต่ก่อนจะเข้าเซ็ตลิสต์ในช่วงหลัง เกรแฮม เซลย์ (Graham Sayle) นักร้องนำได้หยุดพักเพื่อพูดคุย กับคนดูเล็กน้อย เกี่ยวกับการที่เขาและเพื่อนได้ร่วมทำวงนี้ขึ้นมา ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวอันแสนมืดมน ประกอบกับเขาได้ทิ้งท้ายประโยคไว้ว่า “Life is fucking hard, but It’s amazing” – แม้ชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน แต่ก็อยากให้ทุกคนรู้ว่าการมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด แล้วจึงเริ่มส่งอารมณ์ทั้งหมดเข้าเพลง ‘Out Cold’ และอีกหลาย ๆ เพลงที่วงยังเป็นตัวแทนพูดถึงคนชนชั้นแรงงาน (Working Class)

High Vis live in Bangkok 2025
High Vis © 0211snap

สำหรับเราคิดว่างานนี้เป็นอีกคอนเสิร์ตที่โคตรคุ้มค่าในปีนี้ โดยเฉพาะคนที่ชอบ High Vis มาก ๆ เพราะทางวงได้รวมเพลงจากทุกอัลบั้ม เช่น ‘No Sense No Feeling’ (2019), ‘Blending’ (2022), ‘Guided Tour’ (2024) และเซ็ตลิสต์เพลงที่เหลือจะมีตั้งแต่ ‘Guided Tour’, ‘0151’, ‘Farrington’, ‘Mob DLA’, ‘Forget to Grow’, ‘The Bastard Inside’ แล้วปิดโชว์ลงด้วย 4 เพลงโปรดของเรา

ตั้งแต่ ‘Choose to Lose’ กับเทมโปที่พุ่งทะยานขึ้นลงแบบไม่หยุดหย่อน ระหว่างท่วงทำนองดนตรี กับน้ำเสียงที่ถ่ายทอดทั้งความรู้สึกฮึกเหิมและเศร้าหมองในเวลาเดียวกัน บนเนื้อหาของการเลือกที่ จะพ่ายแพ้ให้กับอดีต แต่บางครั้งมันก็เหมือนกับการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและยืนเผชิญหน้ากับมัน ตามด้วย ‘Fever Dream’ หรือเพลงที่ “สดใส” ที่สุด  ทั้งโครงสร้างที่ป๊อป พร้อมกลองจังหวะกระฉับกระเฉงที่ใส่ท่อนมาร์ชชิงไว้ พาร์ทโซโล่กีตาร์ที่บรรเลงอย่างมีชีวิตชีวา คล้ายกับการได้สูดอากาศปลอดโปร่งและลืมตาตื่นขึ้นอย่างสดชื่นอีกครั้ง

ถัดมาทางวงได้เปลี่ยนบรรยากาศไปสู่ห้องแดนซ์ฟลอร์กับเพลง ‘Mind’s a Lie’ ที่เสริมเอเลเมนต์ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เฮาส์เข้ามา เรียกให้ทุกคนพักหายใจไปพร้อมการเต้นรำสักนิดเพื่อคูลดาวน์ลง แล้วลาไปด้วยเพลงสุดท้ายอย่าง ‘Trauma Bonds’ ที่จังหวะนั้นเอง เราก็ทนไม่ไหวจนต้องวิ่งออกไป อยู่กับฝูงชนข้างหน้าด้วย ตอนที่ทุกคนพร้อมใจกันร้องว่า “I wish I could say, Something sane to wash away, And annihilate that trauma that we save…” ถือเป็นโมเมนท์ที่อิ่มเอมใจจริง ๆ ทางวงเองก็น่าจะรับรู้ถึงความรู้สึกที่แฟนคลับส่งกลับไปได้เหมือนกัน สังเกตจากรอยยิ้มที่มีเป็นระยะ ถ้าพวกเขากลับมาทัวร์ที่ไทยอีกรอบเมื่อไหร่ ก็ขอย้ำเลยว่าซ้ำอีกรอบแน่นอน

+ posts

แบม นักเขียนน้องเล็กที่ชอบอ่านหนังสือและฟังเพลงในเวลาเดียวกัน

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy