การเปลี่ยนผ่านบนเส้นทางดนตรีของ Paul Banks จาก Interpol

601 views
Interpol Maho rasop Paul Banks interview

หลังจากที่ได้รับชมการแสดงสุดประทับใจของวงโพสต์พังก์จากนิวยอร์กที่แฟนชาวไทยให้การรอคอยมานานอย่าง Interpol ที่ Maho Rasop 2023 กันไปแล้ว The COSMOS ขอหยิบบทสัมภาษณ์เอ็กซคลูซิฟที่เรามีโอกาสได้พูดคุยกับฟรอนต์แมน Paul Banks มาให้ทุกคนได้อ่านกัน ถึงการค่อย ๆ เติบโตจากการเป็นวงเล็ก ๆ ในย่านที่อยู่อาศัย สู่เฮดไลเนอร์ที่โลดแล่นในวงการมาเกือบ 3 ทศวรรษ

Interpol

รู้สึกดีครับ ขอบคุณครับ ไม่แย่ขนาดนั้นครับ

ผมว่าเพราะพวกเราเริ่มจากการทำกิจกรรมกันแค่ในย่านที่พวกเราอาศัยอยู่ แถว Lower East Side ของแมนฮัตตัน แล้วก็บรูกลิน เราเล่นโชว์เล็ก ๆ กันแถวบ้านแล้วก็ค่อย ๆ เติบโตกันมาแบบนั้น เลยคิดว่าการแข่งขันเดียวที่พวกเราต้องเจอคือการทำยังไงให้มีงานเล่น แล้วก็เล่นออกมาให้ดี จากนั้นก็ได้แต่หวังว่ารอบหน้า ๆ จะมีคนมาดูเยอะขึ้น มันไม่ได้มีกลยุทธ์อะไรเบื้องหลังเรื่องพวกนี้หรอกครับ แค่พวกเราทำกันมาแบบนี้แหละ

คือถ้าไม่ได้มีงบในการทำมาร์เก็ตติงอะไรแบบนั้น พวกเราเป็นวงในพื้นที่อะครับ ถ้าเรามีระบบนิเวศวงการดนตรีแบบนี้อยู่แล้ว มีวง มีคนดู มีงานเล่น …แล้วเราก็มี The Strokes อีก มันก็เกิดการขับเคลื่อนกันเอง

เราอยู่กับ Matador Records เขามีฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่แข็งแรง มีพีอาร์เก่ง ๆ แบบ Nils Bernstein แล้วสมัยนั้นเรามีสัมภาษณ์นิตยสารกันเป็นเล่ม ๆ เยอะมาก ไปออกรายการวิทยุ ประมาณนี้ครับ

ผมว่าการเป็นศิลปินมันไม่ต้องคำนึงถึงการไปแข่งกับศิลปินคนอื่น ๆ ผมว่าเราแค่ต้องพยายามเป็นวงที่ดีที่สุดที่เราจะเป็นได้ ทั้งในมุมของการเป็นวง และมุมของตัวเองในการเป็นนักดนตรีที่เก่งที่สุดที่เราจะทำได้ แล้วถึงตอนนั้นถ้าเรามีวัตถุดิบสำหรับการทำเพลงที่ดีพอ แล้วก็มีความตั้งใจที่จะทำมันออกมาให้ดี จากนั้นก็คอยดูว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไง นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมนะ

ในช่วงชีวิตของวงเรามันน่าจะเป็น ซีดี ดิจิทัล แล้วกลับมาเป็นไวนิลนะ คือตอนเด็ก ๆ ผมมีเทปแหละ แล้ว Interpol ชุดแรก ๆ เองก็มีเทป แต่ตอนหลังทุกอย่างออกมาเป็นซีดี เอ่อ… ผมว่ามันไม่ได้เปลี่ยนประสบการณ์การฟังของคนมากขนาดนั้นนะ ผมว่าตอนนี้คนเข้าถึงการฟังเพลงได้มากขึ้น เลยไม่แน่ใจว่ามันอาจจะสร้างผลกระทบเชิงลึกกับการที่คนจะให้ความสนใจกับศิลปินแค่คนเดียวหรือเปล่า เมื่อเทียบกับการได้รู้จักกับเพลงใหม่ ๆ แทบจะตลอดเวลา ผมว่าอันนี้น่าจะต่างจากเมื่อก่อนที่ว่าเรามีไวนิลอัลบั้มที่ชอบ แล้วได้ใช้เวลาในการซึมซับอยู่แต่กับแผ่นนั้น ในขณะที่ตอนนี้มันมีอะไรหลายอย่างเยอะไปหมด แต่ผมว่ายังไงก็ตาม ดนตรีมันก็ยังเป็นเพื่อนของมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไรตั้งแต่แรกเริ่ม ผมว่าหัวใจของมันก็ยังเหมือนเดิม

มันแทบจะต่างกันเลย โหมานั่งคิดแล้วนานเหมือนกัน (ยิ้ม) เมื่อก่อนมันเหมือนเราต้องมี meet and greet ยังไม่มีโซเชียลอะเนาะ แล้วก็การไปปรากฏตัวที่ร้านแผ่นเสียง หรือที่โชว์ นั่นเป็นวิธีที่เรามีโอกาสได้พบปะกับแฟน ๆ แล้วผมว่ามันมีความต่างกันมาก ๆ จากช่วงเริ่มเข้าวงการ ที่ยังไม่ค่อยรู้สึกถึงความคาดหวังของแฟนเพลงในการปรากฏตัวหรือการมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับเราขนาดนั้น ยิ่งในยุคนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าการสื่อสารของวงกับแฟน ๆ อยู่ในระดับที่ตอบรับความต้องการของเขาได้แล้วหรือยัง แต่ผมว่ามันเจ๋งตรงที่มันเป็นการสื่อสารแบบสองทางมากขึ้น จากวงสู่แฟนเพลง จากแฟนเพลงกลับมาสู่วง นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เมื่อเทียบกับตอนที่เราเริ่มมันยังไม่มีครับ

จริง ๆ ก็มีหลายวงที่ทำกันมานานกว่านั้นอีกนะ อย่าง Radiohead, Red Hot Chili Peppers, The Cure แค่นี้เราก็เห็นตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจจากศิลปินหลาย ๆ วงที่ยังทำเพลงกันอยู่ พอถูกถามประมาณว่าทำยังไงให้เป็นวงที่อยู่มานาน ก็นะ ผมคิดว่ามันก็จะต้องมีช่วงใดช่วงนึงที่เรายังจะทำเพลงอยู่แหละ คงเป็นเพราะเราเป็นศิลปิน แล้วเราก็ยังชอบที่จะสร้างงานศิลปะ แล้วเรายังเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน นั่นน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเรายังเป็นวงที่อยู่กันมานานได้ขนาดนี้

ไม่มีครับ ไม่มีมานานแล้ว กระบวนการคิดเวลาที่เขียนเพลงผมแค่คิดถึงเรื่องใหญ่ ๆ เหมือนเป็นหม้อหม้อนึง แล้วค่อย ๆ แตกย่อยออกมาเป็นเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกัน มีทั้งเรื่องที่สะท้อนมุมมองที่ผมมีต่อสิ่งต่าง ๆ หรือความรู้สึก ณ ขณะนั้น แล้วเนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็ได้จากการตีความจากตัวดนตรีอีกที ผมไม่มีเนื้อเพลงโผล่ขึ้นมาก่อนโดด ๆ แล้วยัดเข้าไปในดนตรีของ Interpol ผมจะฟังพาร์ตดนตรีก่อน แล้วค่อยคิดท่อนร้องให้ออกมาตามนั้น มันเหมือนเป็นการได้มีปฏิสัมพันธ์กับตัวดนตรีจริง ๆ โดยที่ผมได้ยินซาวด์ แล้วค่อยตีความออกมาในมุมประหลาด ๆ ในแบบของผม

ผมมีความสนใจในเรื่องภาษาในเรื่องที่ว่า ความหมายมันปรากฏอยู่ก่อนที่เราจะมีการคิดค้นภาษา แล้วภาษามันช่วยสื่อความหมายที่มีอยู่ก่อนแล้วให้ชัดขึ้น หรือจริง ๆ แล้วความหมายถูกสร้างขึ้นมาจากภาษากันแน่ ผมมองว่าอย่างหลังมันน่าสนใจ ตรงที่อำนาจของภาษามันมีแนวโน้มที่สามารถสร้างความท้าทายทางสติปัญญาได้อย่างน่าประหลาด ผมเลยชอบอะไรแบบนี้มาก แล้วก็มักจะคิดในสโคปนี้เสมอ

มันมีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกาหรือที่ไหนบนโลกที่คนมีระบบความเชื่อที่อยู่นอกเหนือไปจากอัตวิสัย แล้วเลือกที่จะปล่อยใจดื่มด่ำไปกับความเชื่อนั้น ๆ ซึ่งสำหรับผมมันประหลาดดีเมื่อพื้นฐานของความเป็นจริงมันเริ่มกระจัดกระจาย ไม่มีความเชื่อที่จริงแท้ร่วมกันอีกต่อไป ความพยายามจะหลบหนีจากความเป็นจริงทำให้คนยอมถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ ในทฤษฎีสมคบคิดหรือจินตนาการพวกนั้น จนมันมาถึงจุดที่ว่าเราต้องรู้สึกไม่แน่ใจในความเป็นจริงที่เราพูด ๆ กัน หรือมันอาจจะไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นสำหรับผมแล้ว ‘The Other Side of Make-Believe’ เป็นเหมือนข้อเสียของการหลงถลำไปในความเชื่อ หรือนำจินตนาการไปใช้แบบผิด ๆ ครับ

การได้อยู่บนเวที กับการที่เราเล่นกันเป็นวงจริง ๆ แล้วเล่นได้ดี ส่วนคนดูเองก็สนุกไปกับพวกเรา เหมือนเป็นคลื่นความที่ที่รับส่งเท่า ๆ กันในแบบที่ทุกคนเอนจอยไปกับโมเมนต์ของดนตรี มันเป็นประสบการณ์ร่วมที่รู้สึกเยี่ยมยอดครับ

ขอบคุณที่รอกันมานาน ขอบคุณที่เป็นแฟนเพลงของพวกเราครับ หวังว่าจะได้กลับมาอีกเร็ว ๆ นี้และบ่อย ๆ ตื่นเต้นมาก ๆ ที่จะได้เล่นที่ไทยครับ

ขอขอบคุณ Beggars Thailand

+ posts

อิ๊ก นักเขียนสายดนตรีที่เกือบจะต้องวางมือ แต่คงหนีไม่พ้นเพราะยังอยากพูดถึงวงและเพลงดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

Photos by Ebru Yildiz, Atiba Jefferson, Matador Records
+ posts

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy