ชา—สุพิชา เทศดรุณ ผู้ก่อตั้ง Chiangmai Original ที่ขับเคลื่อนซีนดนตรีอินดี้และปลุกปั้นเชียงใหม่ให้ยืนได้ด้วยเพลงออริจินัล

by Woranaree Maha
375 views
สุพิชา เทศดรุณ ชา ฮาโม ชา คณะสุเทพการบันเทิง No Signal Input Chiangmai Original เชียงใหม่

เชียงใหม่ในภาพจำของใครหลายคนคือเมืองศิลปะ เมืองกาแฟ เมืองที่มีวงอินดี้เท่ ๆ ผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย เป็นพื้นที่ที่ผลิตศิลปินระดับประเทศได้อย่างต่อเนื่อง บางครั้งแค่เอ่ยชื่อศิลปินขึ้นมา ก็แทบไม่ต้องบอกด้วยซ้ำว่ามาจากที่ไหน เพราะเชียงใหม่ก็กลายเป็นคำต่อท้ายโดยอัตโนมัติ แต่ในขณะเดียวกันเมืองเชียงใหม่ก็ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ศิลปินจำนวนไม่น้อยยังต้องเล่นเพลงคัฟเวอร์เพื่อประคองชีวิต และหลายคนต้องรอให้ตัวเองเป็นที่รู้จักจากกรุงเทพฯ เสียก่อน เมืองบ้านเกิดถึงจะเริ่มมองเห็นคุณค่าและยอมจ้างงาน

เวลาพูดถึงซีนดนตรีในเชียงใหม่ เราก็จะนึกถึง สุพิชา เทศดรุณ หรือที่เรามักจะเรียกว่า พี่ชา ฮาโมพี่ชา คณะสุเทพการบันเทิง ศิลปินที่มักจะถอดเสื้อโชว์บนเวทีอยู่บ่อย ๆ และยังเป็น 1 ในกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนซีนดนตรีเชียงใหม่ ตั้งแต่โปรเจกต์ No Signal Input, โปรเจกต์ Chiangmai Original ผ่านการจัดงาน Chiang Mai HO , High HO หรือพื้นที่ Music live Venue เล็ก ๆ ที่ชื่อ Chiangmai OriginaLive พื้นที่ซึ่งเปิดด้วยความเชื่อว่าเมืองนี้ควรจะมีเวทีสำหรับเพลงออริจินัล และความต้องการสร้างระบบนิเวศทางดนตรี ที่เงินไม่จำเป็นต้องไหลออกจากเมืองทุกครั้งที่มีงบประมาณลงมา

COSMOS Creature วันนี้เราเลยถือโอกาสพูดคุยกับ พี่ชา ถึงเส้นทางชีวิตในซีนดนตรีเชียงใหม่ตั้งแต่วันแรก ความท้าทายของการทำ Music live Venue ในเมืองเชียงใหม่ ไปจนถึงคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้แรงงานสร้างสรรค์มีรายได้ และสามารถใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเกิดของตัวเองได้จริง

สุพิชา เทศดรุณ ชา ฮาโม ชา คณะสุเทพการบันเทิง No Signal Input Chiangmai Original เชียงใหม่
ชา—สุพิชา เทศดรุณ

คือยุคนั้น No Signal Input มันก็ประมาณปี 2003 ถ้าพูดถึงซีนดนตรีอินดี้เชียงใหม่ ที่พี่เข้าไปพัวพันหรือมีส่วนร่วมมาก ๆ ตอนนั้นมันเป็นยุคแรก ๆ ที่คนทั่วไปเริ่มสามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำเพลงได้ ก่อนหน้านั้นมันเป็นยุคของอนาล็อกที่ต้นทุนนการทำเพลงมันยังสูง แต่ในยุคประมาณปี 2002-2003 เริ่มมีการเอาคอมพิวเตอร์มาใส่อินเตอร์เฟส และก็ต่อไมค์โครโฟน ต่อซาวด์การ์ดเพื่อให้มันบันทึกเสียงกันได้ เริ่มมีคนทำกันแล้ว ซึ่งพี่ก็ไม่ได้ทำหรอกก็จะมีเพื่อน ๆ น้อง ๆ นี่แหละที่ทำกัน

ในยุคนั้นวงดนตรีเชียงใหม่ที่มันดัง ๆ เลย ก็จะมี ETC., Acappella 7 ถัดมาจากยุคนั้นก็จะมีวง HUM ซึ่งในยุควง HUM ทำเพลงเนี่ยพี่อะเรียนจบรับปริญญาไปแล้ว แต่เราก็จะเห็นน้อง ๆ เพราะว่าพวกเราก็เจอกันที่วงดนตรี ก็จะรู้จักหน้าค่าตากันซึ่งพี่ไม่ได้ไปทำเพลงอะไรกับเขาหรอก แต่เป็นคนชอบฟัง และก็ชอบดูเขาเล่น ดูเขาทำเพลงกัน ตอนนั้นช่วงวง HUM เริ่มอัดเพลงทำแบบอินดี้สุด ๆ ทำกันเองในมหาลัย ในบ้าน และเขาก็ทำเทป ทำซีดีออกมาขายกันก่อนที่เขาจะไปอยู่กับแกรมมี่ เราก็พบว่ามันมีเพื่อน ๆ คนอื่นที่อยู่รอบตัว ซึ่งตอนนั้นอะจะมี มช. บางส่วน มีราชภัฎ มีพายัพที่เขาลองทำเพลงกันและก็มารวมตัวกัน ใช้ชื่อกลุ่มว่า No Signal Input ก็คือทำอัลบั้มกันออกมาโดยใช้ชื่อว่า No Signal Input ซึ่งตอนนั้นมันปีประมาณ 2003 ซึ่งมันเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่าอินดี้แรก ๆ ของเชียงใหม่

แต่ในขณะเดียวกันจริง ๆ ช่วงนั้นในเชียงใหม่มันยังมีกลุ่มอื่นที่ทำเพลงแต่ส่วนใหญ่จะเป็นสาย Metal เป็นสาย Heavy Metal หรือว่าเป็นโฟล์กซอง แต่ดนตรีที่มันเริ่มเป็นอิเล็กทรอนิกหรือซาวด์ใหม่ ๆ ก็น่าจะเป็น No Signal Input นี่แหละ อัลบั้มแรกตอนนั้นพี่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไร พี่ก็ดูอยู่ห่าง ๆ ตามฟัง และเมื่อก่อนมันจะมีพื้นที่ที่พวกเรามักจะไปรวมตัวกันตามร้านกาแฟ พี่ก็แค่เป็นคนหนึ่งที่ไปนั่งสังเกตการณ์ ไปช่วยเขาอัดบ้าง ไปร้องอยู่เพลงหนึ่ง ไปเล่นกีต้าอยู่เพลงหนึ่ง แต่เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะไปยังไงต่อนะ

สุพิชา เทศดรุณ ชา ฮาโม ชา คณะสุเทพการบันเทิง No Signal Input Chiangmai Original เชียงใหม่

จนถัดจากปี 2003 มาเรื่อย ๆ เทคโนโลยีมันก็เริ่มพัฒนาขึ้นไปอีก คราวนี้มันก็เป็นลักษณะของการจับผลัดจับผลู พวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ มักจะเจอกันอยู่แถวหลังมอเพราะว่ามันไม่มีใครไปไหน ยังอยู่เชียงใหม่ เรียนจบแล้วก็วนกันอยู่ตรงนี้ มันก็เลยทำให้พี่ไปรู้จักกับ เมธ—สุเมธ ยอดแก้ว ผู้ก่อตั้ง Minimal Records ตอนนั้นก็ไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่ได้สนิทกันหรอก เราก็รู้แค่ว่าพี่เมธจบสถาปัตย์ อยากจะทำนู่นทำนี่ จนบังเอิญได้มาเป็นอาจารย์อยู่ที่เดียวกันที่วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รุ่นแรกด้วยกัน และเพื่อนเก่าที่เคยทำอัลบั้ม No Signal Input หลาย ๆ คนเขาก็ยังอยู่เชียงใหม่และก็ยังทำเพลง เล่นดนตรี ทำวงอะไรกันอยู่ ประกอบกับที่เมธ เขาอยากทำแกลเลอรี่ที่ชื่อว่า Minimal แล้วเมธก็เลยสร้างแกลเลอรี่ขึ้นมาอยู่ในถนนนิมมาน ซอย 13 มันก็กลายเป็นที่ที่ให้พวกเราไปรวมตัวกัน ตกเย็นมาใครทำอาชีพอะไรไม่รู้ แต่ถ้าทุกคนทำเพลงมันก็มักจะไปรวมกันตรงนั้น แล้วก็เพื่อนเก่าก็คือ คุณเด๋อ—ณครินทร์ รอดพุฒ ซึ่งตอนหลังก็ทำวง Derdamissyou แล้วก็มาทำเป็นวง The Subtitle Project เด๋อก็สนิทกับเมธ

ตอนนั้นพี่กับเด๋อและเมธ เคยเช่าบ้านอยู่ด้วยกันอยู่กันคนละชั้น แล้วเด๋อก็ยังทำเพลงอยู่ เด๋อก็มาเสนอว่าอยากรวมกันทำอัลบั้มด้วยอีก คราวนี้มันก็เริ่มมีเพื่อนหลาย ๆ คน ที่เคยทำตอนอัลบั้มแรกเมื่อปี 2003 หลาย ๆ คนก็รวมเป็นวงใหม่แล้วราก็เลยรวมตัวกันขึ้นมา และเมธก็อยากทำอัลบั้มมินิมอลซาวด์อะไรสักอย่างอยู่แล้ว ก็เลยอะใครมีเพลงก็มารวมกันตอนปี 2007 แล้วก็คิดกันว่าจะตั้งชื่ออัลบั้มว่าอะไรดี สุดท้ายมันก็เกิดว่าพวกเราที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็เคยอยู่ในอัลบั้ม No Signal Input เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว งั้นเราก็ใช้ชื่ออัลบั้มว่า No Signal Input นี่แหละแต่เป็น 2.0 ปี 2003 นั้นก็ถือว่าเป็นชุดแรกไป อันนี้ก็กลายมาเป็น No Signal Input 2.0 โดยมันก็มีวาระของมัน

ตอนนั้น Fat Radio กำลังจะมาจัดงาน Fat ครั้งแรกที่เชียงใหม่ใช้ชื่อว่า Fat Fest โชว์เหนือ ปีนั้นปี 2007-2008 เขาก็มีเวทีเหมือนงาน CAT แล้วก็มีบูธให้พวกเราไปออก พวกเราก็เลยตั้งใจว่าเอาวาระนี้ทำแผ่น CD ให้เสร็จ แล้วเอาแผ่นไปขายกันที่งาน Fat ก็คือเราทุกคนก็เร่ง ซึ่งตอนนั้นพี่ก็มีหน้าที่ในการทำเป็นประสานงาน มีหน้าที่ช่วยเพื่อน ๆ ประสานทำส่ง Master แผ่น ปั๊มแผ่น ทำปก หาสปอนเซอร์อะไรอย่างนี้ แล้วคราวนี้เพื่อนที่อยู่ในโปรเจคเดียวกันคือ Derdamissyou และก็อีกคนนึงก็คือโบ ตอนนั้นก็ทำวงชื่อว่า RedKing Palace ตอนหลังก็เป็น Sustainer เป็น Foxy แล้วตอนหลังโบก็มาเป็นมือกีตาร์คณะสุเทพ จริง ๆ มันคือเพื่อนที่รู้จักกันมา 20 ปี ตอนนั้นโบบอกว่า ไหน ๆ ก็มาช่วยแล้ว ถ้าพี่มีเพลงก็มารวมด้วยกันในอัลบั้มนี้เลย พี่ก็เลยเอาเพลงเก่า ๆ ที่เคยมีของพี่ชายแต่งไว้ เอามาบันทึกเสียงโง่ ๆ ง่าย ๆ เดี๋ยวนั้นเลย แล้วก็เอารวมกับเขาไปด้วย ตั้งชื่อวงของตัวเองขึ้นมานั่นแหละมันก็เกิดขึ้นแบบบังเอิญจนแผ่นเสร็จ แล้วก็ปรากฎว่าวันที่ไปขาย งานมันมี 2 วัน มันก็ขายหมดเพราะมันขายถูกมาก ตอนนั้นอะมันขาย 50 บาท

ตอนนั้นยังไม่มีวงเป็นแค่พี่ทำอยู่คนเดียว ใช้ชื่อว่า Harmonica Sunrise ก็เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาแบบบังเอิญไม่รู้จะตั้งอะไรก็ตั้งขึ้นมาเลย ด้วยความที่พี่ไม่ได้มีวงดนตรีก็คือทำอยู่คนเดียว แค่ตั้งชื่อมันขึ้นมา และในอัลบั้มนั้นมันก็จะมีเพื่อน ๆ หลาย ๆ วงรวมกัน 8 วง อยู่ในอัลบั้มนั้น และแต่ละวงก็จะมี 2 เพลง แล้วก็อยู่ในแผ่นนั้น คือตอนนั้นพอเสร็จก็เสร็จไป ขายแผ่นหมดก็จบกันไป เราก็ยังจะไปเจอที่ Minimal กันอยู่แทบจะทุกคืน ก็ไปนั่ง Hangout กันตอนนั้น มันก็จะมี จุ๋ยจุ๋ยส์ มี Ska Ranger ซึ่งตอนหลังก็กลายมาเป็น Polycat อันนั้นก็จะเป็นรุ่นที่ถัดจากเราลงมามี electric.neon.lamp อะไรพวกนี้ที่รู้จักกันคือรู้จักกันในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ตอนนั้นเขาก็เตรียมจะไปดังกันแล้วมั้ง แต่พวกเรามันเป็นพวกที่อยากอยู่เชียงใหม่คือนิสัยไม่อยากอยู่กรุงเทพ ก็เลยอยู่เชียงใหม่กันมาเรื่อย ๆ ตอนอัลบั้ม No Signal Input 2.0 มันเสร็จมันขายหมดจริง ๆ มันก็จบแค่นั้น เพราะเราก็ไม่ได้คิดว่าจะยังไงกับมันต่อ

จุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญสำหรับพี่ คือเมื่อก่อนจะมีนิตสารชื่อ Hip Magazine เป็นนิตรสารแจกฟรีที่จะมีหลาย ๆ เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่และมันก็มีพาร์ทของดนตรีอยู่ในนั้นด้วย บก. ก็คือ พี่โหน่ง—สมชาย ขันอาษา เขาก็มีพื้นที่ของตัวเองเป็นร้านอาหารชื่อว่าร้านขันอาษา อยู่ตรงคู่เมืองอยู่ใกล้ ๆ กับร้าน North Gate โดยร้านขันอาษาก็จะมีดนตรีเดือนละครั้ง แล้วมันจะเป็นดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีทั่วไป คือตอนนั้นต้องบอกว่าพื้นที่ดนตรีกลางคืนส่วนใหญ่ก็จะเป็นผับ เป็นบาร์ เป็นร้านอาหารซึ่งเล่นแต่เพลงคัพเวอร์ทั้งนั้น เพลงทั่วไปเพลงสากล ดีหน่อยก็จะเล่นเพลงสากลที่มันฟังดูมีชั้นเชิง มีความยาก แต่พื้นที่ที่ให้เล่นดนตรีที่มันนอกกระแสหน่อย อย่างแจ๊สก็จะมี North Gate แต่นอกนั้นก็ไม่มีแล้ว ไม่มีอะไรที่มันไม่เหมือนทุกวันนี้ ก็จะมีร้านขันอาษานี่แหละที่เขาจะจัดงานเดือนละครั้ง เขาก็จะเอาวงที่มีเพลงตัวเองมาเล่นก็จะมี จุ๋ยจุ๋ยส์ มีหลาย ๆ วงมาเล่น แต่อย่างที่บอกมันเดือนละครั้ง แล้วพี่เจ้าของร้านเขาก็มาคุยกับเมธมาถามว่า Project No Signal Input ที่ทำกัน 8 วง มันสามารถเล่นสดได้จริงหรือเปล่า เอามาเล่นต่อหน้าคนได้จริงหรือเปล่า

เราเลยเอาประเด็นนี้มาคุยกันเพราะว่าตอนที่เราทำเพลงกันส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์ทำกันหมด มันก็จะมีบางวงที่อัดกลองจริง ๆ นอกนั้นก็ไม่มี อย่างพี่ก็ไม่ได้มีกลองไม่ได้มีอะไร เมธก็เลยมาคุยกันว่าเป็นไปได้ไหม แล้วพวกเราก็รู้สึกว่ามันน่าจะต้องเป็นไปได้สิ เราก็เลยหาเพื่อน อย่างพี่ก็หาเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกัน บางวงที่เป็นวงอิเล็กทรอนิกส์ทำคนเดียวอย่างเมธ ตอนอัลบั้ม No Signal Input 2.0 เนี่ย เมธก็ใช้คอมพิวเตอร์ทำของตัวเองคนเดียว แต่พอจะต้องมาเล่นที่ร้านขันอาษาก็ชวนรุ่นพี่ ชวนเพื่อน และรุ่นน้องมาทำเป็นอีกวงหนึ่งก็คือกลายเป็น Migrate to the Ocean

สุพิชา เทศดรุณ ชา ฮาโม ชา คณะสุเทพการบันเทิง No Signal Input Chiangmai Original เชียงใหม่
Credit: NO SIGNAL INPUT
สุพิชา เทศดรุณ ชา ฮาโม ชา คณะสุเทพการบันเทิง No Signal Input Chiangmai Original เชียงใหม่
Credit: NO SIGNAL INPUT

อย่างพี่อยู่คนเดียว พี่ก็ได้เพื่อนมาเล่นจนกลายเป็นวง Hamonica Sunrise เล่นจริง ๆ ได้ แล้วพอหลังจากวันนั้น วันที่เล่นกันที่ขันอาษาเสร็จก็พบว่าคนดูเยอะมาก ซึ่งคนดูส่วนใหญ่ก็คือเพื่อนเรา แค่พวกเราก็เยอะแล้วไงก็คือ 8 วงมันก็ปาไปตั้งกี่คน จะ 40 คนอยู่แล้ว แล้วแต่ละคนก็มีเพื่อน ๆ ร่วมกัน มันก็เลยกลายเป็นว่าวันนั้นที่ร้านมันคึกคักมา มันมีแต่ชาวด์เชียงใหม่มีแต่พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นศิลปินเพลง ศิลปินทำหนัง ทำกราฟฟิกอะไรก็จะมาดูกัน

พี่มองว่า Community ในช่วงนั้นมันเหนียวแน่นมากเชียงใหม่ก็คือใครมีอะไรก็ไปช่วยกัน แล้ววันนั้นพอเสร็จงานก็เลยคุยกันต่อว่าเอาไงดีวะ ที่เราเล่นกันสนุกจัง มันก็เลยเกิดโมเดลที่ว่า เฮ้ยเดี๋ยวพวกเราเนี่ยไปเล่นกันเถอะ ทุกเดือนเลย ไปหาที่เล่นกัน ไปขอร้านอะไรก็ได้ ร้านเหล้า ร้านอะไรก็ได้ในเชียงใหม่ ขอเล่นไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน โดยที่แบบไม่ได้ตังค์ แต่ไปขอเล่นเพลงตัวเองมันก็เลยเกิดโมเดล No Signal Input ที่แบบทั้ง 8 วง จะต้องไปเล่นทุกเดือน เดือนละร้าน ตะเวนไปตามย่านต่าง ๆ แล้วเมธก็เสนอข้อแม้ว่าทุกวงพอมาเล่นแต่ละครั้งแต่ละเดือนต้องมีเพลงใหม่มา 1 เพลงมันก็เลยทำให้แต่ละวงต้องแต่งเพลง ต้องทำเพลงเพิ่มขึ้น มันก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกดี อย่างวงพี่ พี่เองที่ไม่ได้คิดอะไรเรื่องดนตรีมันก็เบี่ยงเบนของมันมาเอง จากเป็นคนที่คอยไปช่วยเพื่อนจัดการประสานงานนั้นนี่ พี่ก็ต้องเป็นคนทำเพจ No Signal Input เป็นคนคอยโทรศัพท์หาคนนั้นคนนี้ จนตัวเองก็ต้องแต่งเพลงเพิ่มขึ้นทุกเดือน สุดท้าย Hamonica Sunrise ก็มีเพลงครบอัลบั้มก็ทำ CD ของตัวเอง คือยุคนั้นมันเป็นลักษณะนี้

แล้วพอถัดจากรุ่นเรา 1 ปี ก็มาคุยกันต่อว่า เอ๊ะ ทำอะไรกันต่อดี ตอนนั้นเมธยังไม่ได้เปิดค่าย Minimal Records ก็ยังเป็นแค่กลุ่ม No Signal Input ที่ใช้อาคารของ Minimal Gallery ในการพูดคุยกัน แต่พออีกปีหนึ่งถัดมาก็จะมีน้อง ๆ ที่มีเพลงของตัวเองเอามาเสนอกับเมธ แล้วเมื่อก่อนมันก็จะใช้วิธีอย่างนี้ คือใครที่อยากทำอัลบั้ม No Signal Input ก็จะส่งเพลง ส่งเดโม่เข้ามา แล้วเดโม่ก็จะมาถูกเปิดให้พวกเราซึ่งเป็นรุ่นพี่ฟัง เราก็จะเปิดเพลงของน้อง ๆ แล้วก็คัดเลือกกันว่าเราอยากให้ใครเข้ามาอยู่ในโปรเจกต์นี้ พอเลือกกันเสร็จเมธก็จะประสานงาน เอาวงรุ่นใหม่เหล่านั้นมาทำเป็น No.3 No.4 No.5 ไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันมาจบที่ No.6 ซึ่งใน No.6 จะมีวงที่อยู่ในทุกวันนี้น่าจะเป็น Echo Resort และ สมปอง ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่เจอโควิดพอดีแล้วก็ไม่ได้ทํากันต่อ ก็เงียบไปแล้ว เพราะเรามองว่าจริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่จําเป็นแล้วก็ได้ ตอนนู้น ย้อนไป 15-16 ปีที่แล้ว สมัยยุคเรามันยังจําเป็นเพราะยุคนั้นมันยังไม่มีสื่อ คือยุคนั้นยังไม่มี Spotify เลยมั้ง เราต้องทำ CD เท่านั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ มันยังไม่มี เราไปหาที่เล่นมันก็ยาก มันก็เลยต้องเกิดการรวมตัวกัน เกิดการรวมตัวกันหลายวง แล้วเวลาเราไปกันเป็นกลุ่มมันก็จะดูมีพลังหน่อย แต่ทุกวันนี้พี่ว่าโอกาสของเด็ก ๆ มันเยอะขึ้น คุณทำเองก็ได้ ตอนนี้วงในเชียงใหม่ก็โคตรเยอะ คุณจะรวมตัวกันจัดงานเล็ก ๆ ก็จัดได้ มันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่จะหาที่เล่นไม่ได้

Credit: NO SIGNAL INPUT

มันไม่ได้เป็นคำที่พวกพี่ซีเรียส มันก็คือเป็นคำที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยุค No Signal Input นั่นแหละ ยุคประมาณนั้น เพราะว่ายุคนั้นมันมีวงจากเชียงใหม่ คืออย่างที่บอกกันนะ มันก็เป็นคำพูดที่มาจากคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่เป็นคนเชียงใหม่ตั้ง มันเป็นคำพูดที่เกิดจากคนกรุงเทพเห็นวงที่มาจากเชียงใหม่แล้วเข้ากรุงเทพไปอะ ซาวด์ดนตรีมันประมาณนี้ เช่นซาวด์แบบไหน ซาวแบบ ETC. ซึ่งตอนนั้นอะก็ถือว่าเป็นวงที่แบบสกิลสูงมากในประเทศไทย เล่นเพลงแบบเพลง Disco Soul Funk ที่มันซับซ้อน เพลงที่มันแบบยาก ๆ แล้วก็ทำเพลงของตัวเอง ความที่เป็นเพลงป๊อปที่ฟังง่ายร้องตามได้ แต่ดนตรีมีความซับซ้อน ผสมเบเกอรี่นิด ๆ ยุคนั้นมันถือว่าแปลกหูมากสำหรับค่ายใหญ่ ๆ ในกรุงเทพ Grammy หรือ RS ไม่มีซาวด์แบบนี้หรอก เขาก็จะบอกว่าวงที่มาจากเชียงใหม่ วง Mild, วง HUM เนี่ยพวกนี้คือวงที่มาจากเชียงใหม่ มันเป็นคล้าย ๆ อย่างงี้หมด เขาก็เลยเรียกว่าอ๋อเนี่ยแหละ เชียงใหม่ซาวด์ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ได้สำคัญอะไรกับพวกเราอยู่แล้ว มันเป็นคำที่เขาเรียกไง เหมือนคนที่อยู่กรุงเทพฯ เขาไม่มีอะ แล้วพออยู่ดี ๆ เขาจะเห็นวงแบบประมาณนี้เข้ามาในกรุงเทพฯ เขารู้สึกว่าพวกนี้มันเป็นเอกลักษณ์ มันดูมันฟังแล้วรู้เลยว่ามาจากเชียงใหม่

มันต้องแบ่งไป 2 ส่วน ตัวความหมายของเชียงใหม่ Chiangmai Original ตัวที่มันเป็นเพจที่เราจะเสิร์ชเจอ Chiangmai Original หรือว่างานเชียงใหม่โฮะ (Chiang Mai HO) หรือว่าหลาย ๆ กิจกรรมที่พี่ทำมันเริ่มมาก่อน มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งมันเกิดมาจากคำถามที่ว่าเราก็อยู่เชียงใหม่มาตลอด แล้วก็อยู่มานานแล้ว เราก็จะเห็นวงน้อง ๆ ศิลปินไม่ใช่เฉพาะสายอินดี้ อินดี้ร็อก อินดี้ป็อป ชูเกซ มันรวมถึงสายโฟล์กอย่างเขียนไขและวานิช แล้วเราก็รู้สึกว่าเพลงน้อง ๆ พวกนี้มันก็ดีของมันมาอยู่แล้ว แต่ทำไมมันไม่ค่อยมีพื้นที่ มันมีบ้างนะ มันมีมากกว่าแต่ก่อนอยู่แล้วล่ะ เอาง่าย ๆ อย่างเขียนไขและวานิช ทุกวันนี้ใครก็รู้จักแต่ในยุคก่อนหน้านั้นคือเขาก็จะต้องเล่นกันตามร้านอย่าง 7 Pound, สุดสะแนน, แจ่มเจริญ คือจะเล่นได้กันอยู่แค่นี้ แต่เวลามีอีเวนต์มีอะไรต่าง ๆ ของเชียงใหม่ คือศิลปินออริจินัลของพวกเราแทบไม่เคยได้ขึ้นเล่นเลยส่วนใหญ่นะ ตั้งแต่ไหนตั้งไรเป็นต้นมาจนถึงประมาณปี 2018 เนี่ย อีเวนต์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน มันต้องมีดนตรีอยู่แล้วทุกงาน งานอาหาร งานดอกไม้ งานอะไรมันก็ต้องมีดนตรี มีเวทีให้ดนตรีเล่น แต่ 90% คือเพลงคัพเวอร์ หรือถ้าไม่ใช่เพลงคัพเวอร์คุณก็ต้องเอาเงินไปจ้างศิลปินกรุงเทพเข้ามาเล่นที่เชียงใหม่เสมอ

เราก็เริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมในเมื่อศิลปินมันอยู่เต็มเมืองเต็มไปหมดเลย ทำไมพวกเรามันไม่มีรายได้วะ ทำไมมันไม่ค่อยได้เล่น อย่างพี่เมื่อก่อนเล่นตอนกลางคืน พี่ก็ต้องไปหากินกับเพลงคนอื่น ก็คือเราก็ต้องไปเล่นคัพเวอร์ แต่ในขณะที่พอเราทำเพลงของตัวเอง ทำไมมันถึงไม่สร้างรายได้ให้เราเอง มันเกิดมาจากคำถามประมาณนี้แหละที่คุยกับเพื่อนหลาย ๆ คน หรือแม้แต่อย่าง โจ้ เขียนไขและวานิช เอง เขาก็อยู่ในเชียงใหม่มาตั้งนาน ไม่มีใครสนใจจะจ้างเขาเลย คุณต้องรอให้เขาไปดังที่กรุงเทพฯ ต้องให้เขาย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ คุณถึงจะมาฟังเพลงเขาทั้งที่หลาย ๆ เพลงเขาก็เคยร้องอยู่ที่เชียงใหม่นี้แหละ แต่คุณไม่เคยฟังเขา มันก็เป็นคำถามที่ว่า เออทำไม มันไปขาดตกบกพร่องตรงกระบวนการไหน

พี่ก็ไม่คิดอะไรมาก นอกจากทำเพจ ChaingMai Original ขึ้นมา แล้วก็แค่รู้สึกว่าอยากจะเป็นสื่อกลางในการสร้างกิจกรรม หรือว่าประชาสัมพันธ์ผลงานของศิลปินเชียงใหม่ในตอนนั้น พอตั้งกลุ่ม จริง ๆ ตอนนั้นก็เป็นกลุ่มก่อน แล้วก็ใช้วิธีอาศัยคุยกับพี่ ๆ น้อง ๆ คนรู้จักในภาคเอกชน ตอนนั้นเริ่มจากเอกชนเป็นหลัก ก็คือบอกเขาว่าถ้ามี Event ไหนที่มันมีดนตรีผมขอได้ไหม ว่าให้น้อง ๆ ที่เล่นเพลงของตัวเองได้เล่นในงานนี้ด้วย ซึ่งมันก็เริ่มตั้งแต่ประมาณปีนั้น 2018-2019 เป็นต้นมา ก็จะมีงานส่วนใหญ่ก็อยู่ที่แถวนิมมาน มีงานวันนิมมาน Art and Street อะไรอย่างนี้ เราก็จะเริ่มชวนวง ชวน เรืองฤทธิ์ บุญรอด ชวน Thada ไปเล่นไปอยู่ในงานนั้น คณะสุเทพฯ ก็ตั้งตอนปี 2018 นั่นแหละ ค่อย ๆ แทรกซึมเอาเพลงออริจินัลเข้าไปอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อันนี้คือจุดประสงค์หลักของแบรนด์ที่ชื่อว่า Chaing Mai Original พี่ก็ทำ Youtube ทำ Facebook, Instagram ตอนนั้นก็ทำคนเดียว ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรมากมาย

พื้นที่ที่เราที่เรียกว่า ChaingMai Original หรือ OG ที่เรามองว่ามันเป็น Live House อันนี้มันเพิ่งมาเกิดขึ้นปลายปี 2022 ตรงนั้นมันเป็นร้านเหล้าเก่า เป็นร้านกาแฟที่เปิดมาตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ช่วงโควิดมันก็แย่เนอะร้านต่าง ๆ ก็ปิดไปหมดเขาก็จะไม่ทำแล้ว พอเขาก็จะไม่ทำต่อมันก็เกิดความซวยก็คือหลานพี่เนี่ย อยู่ดี ๆ มันอีท่าไหนไม่รู้มันก็จะไปเซ้ง มันก็จะไปทำร้านเหล้าของมันเองนั่นแหละ มันก็ดูแล้วน่าจะไม่รอด พอน่าจะไม่รอดพวกพี่ก็เลยไปดูกัน และก็เกิดความคิดที่ว่าหรือว่าเราทำเป็นร้านดี คือมันมาจากสองไอเดีย ไอเดียแรกจากคำถามว่าทำไมเชียงใหม่จะต้องมี Live Venue สำหรับดนตรีออริจินัลก็เพราะว่าจริง ๆ มันยังไม่มี หลายปีที่ผ่านมาเมืองเชียงใหม่มีร้านกลางคืนหลายร้านที่เขายินดีต้อนรับดนตรีที่มันนอกกระแส เช่น Thapae East, Paapu House หลาย ๆ ร้านคือเปิดใจมากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก

10 กว่าปีที่แล้วคุณจะไม่มีทางได้ยินเพลงออริจินัลตามเมืองเชียงใหม่ได้เลย อย่าว่าแต่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่จะมีง่าย ๆ แต่เชียงใหม่มันเริ่มมีของมันมาสักระยะหนึ่ง เป็นดนตรีนอกกระแส เป็นเพลงแจ๊ส เพลงอะไรพวกเนี่ย ก็คือเชียงใหม่เริ่มมีมาบ้างแล้วแต่มันยังไม่มีร้านไหนที่ประกาศตัวชัดว่า ที่นี่คุณมีเพลงออริจินัลคุณมาเล่นได้เลย คือเราเฉย ๆ กับเพลงคัพเวอร์ เพราะว่าเพลงคัพเวอร์มันมีเยอะแล้ว เชียงใหม่มันเป็นมีร้านเหล้าที่มีนักดนตรีที่เล่นเพลงคัพเวอร์ดี ๆ เยอะมากด้วย เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำดนตรีคัพเวอร์ เพราะว่ามันมีคนทำอยู่แล้ว และยิ่งเราก็สนใจเรื่องออริจินัลมันก็เลยรู้สึกว่าเราควรจะต้องมีที่สักที่หนึ่ง ที่ให้มีเพลงออริจินัลฟังกันบ่อย ๆ ซึ่งมันไม่ง่ายนะ เพราะวัฒนธรรมคนเชียงใหม่มันไม่ได้อยากฟังเพลงอะไรที่มันไม่คุ้นหูขนาดนั้น อันนี้ที่เรารู้สึกว่ามันควรจะต้องมี ที่มันอยู่ในใจพี่มานานแล้ว ก็เลยประจวบเหมาะกับที่ว่าพอเราไปเจอพื้นที่ตรงนี้ว่ามันกำลังจะเซ้ง เราก็เลย “อะ งั้นลองทำแม่งเลยละกัน” ก็เลยตัดสินใจทำไปโดยที่แบบไม่มีแผนไม่มีอะไรทั้งนั้นก็ลองทำดู อืม ซึ่งมันก็เจ๊งไง มันก็เจ๊งของมันมาเรื่อย ๆ

สุพิชา เทศดรุณ ชา ฮาโม ชา คณะสุเทพการบันเทิง No Signal Input Chiangmai Original เชียงใหม่
Credit: ChaingMai OriginaLive

คือมันควรจะปิด มันเปิดมาปีนึงมันก็เจ๊ง มันควรจะต้องปิดแล้วล่ะเพราะว่าเงินเก็บก็หมดนะ เปิดวันแรกวันที่ 4 เมษายน 2023 แต่จริง ๆ ก็เข้าไปลองทำตั้งแต่ประมาณตุลา 2022 แล้ว แล้วก็เปิดตัวเชียงใหม่ออริจินัลไลฟ์ ตอนวันที่ 4 เมษา 2023 สักเดือนมีนา ปี 2024 ก็หมดตังค์เกลี้ยงละ ควักเนื้อตัวเองจ่ายค่าเช่า ค่านักดนตรีไปจนจะหมดก็เลยว่าจะปิด พอแล้ว เพราะว่าสัญญาแค่ปีเดียว แต่เพื่อน ๆ หลายคนก็จะบอกว่าเสียดายนะ ก็เลยจัดงานดนตรีระดมทุนกันตอนนั้นอีกครั้ง ได้ตังค์ก็อยู่ต่อกันอีกปีนึงเป็น 2024 ก็ไหลไปถึงปีที่แล้ว 2025 คือมันก็ยังอยู่ของมันมาได้โดยที่แบบไม่ได้ทำเงินเลยแต่เราก็แค่รู้สึกว่าเออมีมันอยู่ มันก็ดีนะ เพราะว่าตั้งแต่ 2023 จนถึง 2025 เนี่ย โห เรามีวงออริจินัล วงอินดี้ทั้งไทย ทั้งเชียงใหม่ ทั้งต่างจังหวัด ทั้งต่างประเทศมาเล่นมันจะ 300 วงแล้วอะ คือมันเยอะมาก แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันน่าจะเป็นหนึ่งเดียวในเชียงใหม่เลยที่มีอย่างนี้

ในความรู้สึกพี่ พี่รู้สึกมันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นิดนึง แล้วมันก็เหมือนเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยประคับประคองวงการไปด้วย แม้ว่ามันจะไม่ได้มีบทบาทอะไรใหญ่ แต่มันเหมือนเป็นฮับเล็ก ๆ อันนึง ก็เท่านั้นในส่วนนี้ตอนที่เรายังไม่เป็นที่รู้จักส่วนใหญ่วงคนไทยก็จะใช้ลักษณะชวน คือเอาง่าย ๆ ความยากของมันคือเราไม่ได้มีตังค์ไปจ้างเขาเยอะ ด้วยความที่เราไม่ได้มีทุนนะครับ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราไม่มีเงินที่จะไปจ้าง สมมุติเรทราคาวงหนึ่งที่เขาควรจะได้มันก็หลายพัน แต่พื้นที่ของร้านเราอย่างที่บอก มันไม่มีกำไรเลยเพราะว่ามันเล็กมาก แล้วเราก็เลยทดลองการขายบัตรซึ่งมันก็ยากอีก เพราะว่าคนเชียงใหม่ก็ไม่ได้รวย ไม่ได้มีตังค์พอจะมาเสียเงินให้กับดนตรีที่เขาไม่รู้จักอาทิตย์ละ 300-400 มันก็ไม่มี มันก็เลยกลายเป็นว่าพอขายบัตรคนก็มาดูน้อยอีก เพราะว่าคนซื้อบัตรมาดูน้อยก็มีอยู่ 2-3 คนมาดู วงที่อุตส่าห์ตั้งใจจะมาเล่นก็ไม่มีคนดูมันก็เป็นเหมือนงูกินหาง พอมันไม่มีมาคนดูวงก็เฟล เสียดายที่อุตส่าห์มาเล่นแล้วแต่ก็ไม่มีคนดู เราซึ่งเปิดร้าน เราเอาวงมาเล่น คนมาดูน้อยเราก็ขายเครื่องดื่มไม่ได้ มันก็ไม่มีรายได้อีก

วันนั้นช่วงแรก ๆ มันก็จะมีลักษณะของการชวนกันเอง เล่นกันเอง และลักษณะของการที่ว่าใครอยากจัดงานก็มาจัดแล้วมาเก็บบัตรกันเอง ซึ่งเกิน 60% ก็ขายบัตรไม่ได้อีกในช่วงนั้นนะ แต่สิ่งที่มันน่าสนใจพี่มองว่ามันเป็นเรื่องของ Community ต่างชาติมากกว่า คือเชียงใหม่มันเป็นเมืองที่มีคนต่างชาติเข้ามาอยู่เยอะ เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ที่อยู่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่นาน ๆ แล้วหลาย ๆ คนในนั้นก็เป็นนักดนตรี แล้วหลาย ๆ คนในนั้นก็เป็นเพื่อนของนักดนตรีของศิลปิน มันก็จะเป็นลักษณะของปากต่อปากที่พอถึงหน้าหนาว พฤศจิกา ธันวาก็จะมีคนที่ทำเพลงต่างชาติก็จะทักแชทเข้ามาแล้วที่เพจว่าขอมาเล่นได้ไหม ซึ่งก็จะมีสองโมเดล อย่างเช่นบางคนเขาแค่อยากจะมาเที่ยวเชียงใหม่ เที่ยวประเทศไทย เขาก็หิ้วกีต้า หิ้วอุปกรณ์มาเพราะเขาจะมาอยู่แล้ว เขาจะมาเล่นแล้วเขาก็จะพกแผ่น CD เขามาขาย เพราะฉะนั้นพวกนี้เขาจะไม่ซีเรียสว่าเราจะต้องจ้างเขา เขาก็จะมาเหมือนแบบมาเล่นให้ฟรี เอาค่าแรงนิดหน่อย ค่าน้ำมันนิดหน่อย ค่าเสียเวลา แล้วเขาก็จะเอา CD มาขาย เราก็ไม่ต้องเก็บค่าบัตรพอเราไม่ต้องเก็บบัตร คนมันก็สนใจบ้างใน Community ของเขาก็จะมาดูกัน มันก็จะเริ่มคึกคักขึ้นอันนั้นก็จะเป็นกลุ่มของศิลปินต่างชาติ ซึ่งพี่ชอบนะ เพราะว่าอย่างบางวันเราเอาวงต่างชาติมาเล่น เราก็จะหาวงเชียงใหม่ที่ใกล้เคียงกันมาเล่นด้วย มาเปิดซึ่งมันคือการสร้าง Community มากกว่า ซึ่งนี่พี่ว่ามันเป็นจุดประสงค์หลักของพี่ที่พี่อยากสร้าง

คือหลาย ๆ อย่างมันยังไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเชียงใหม่ หรือของไทยอย่างเช่น การจ่ายเงินไปซื้อบัตรดูศิลปินที่เราไม่รู้จัก ฟังเพลงที่เราไม่คุ้นหู แต่เราต้องไปจ่ายตังค์เนี่ยแน่นอนวัยรุ่นเราไม่ได้มีตังค์เหลือเยอะขนาดนั้น อาจจะยังไม่ใช่วัฒนธรรมเพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องเป็นการสร้างค่อย ๆ สร้างค่านิยมบางอย่างใหม่ ๆ ร่วมกันก่อนให้เข้าใจ ซึ่งสำคัญที่สุดมันก็ต้องเริ่มเอาคนมาคนมารวม ๆ กันให้มันรู้ว่า ตรงนี้คืออะไร พี่ถึงบอก ในความรู้สึกพี่คือ ChiangMai OriginaLive ตัวพื้นที่ตรงนั้นพี่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่แสวงหากำไรหรืออะไรเลย แต่พี่แค่รู้สึกว่าให้มันเป็นพื้นที่ในการบ่มเพาะการสร้างชุมชนระหว่างกัน และอยากให้ทุกคนร่วมสร้างวัฒนธรรมใหม่ร่วมกันทั้งฝั่งคนเล่นและทั้งฝั่งคนดูมากกว่า

พี่ว่าไม่ใช่ พี่มองว่าอีเว้นต์ฟรีเนี่ยเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าคนได้ประโยชน์คือประชาชนไง ก็คือคนทั่วไปเพราะเขาไม่ต้องควักตังค์จ่ายเพราะว่าทั้งหมดมันคือภาษีที่เขาจ่ายอยู่แล้ว แล้วมันมาในนามของรัฐ รัฐก็ได้ภาษีมาในการทำกิจกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้ามีดนตรีฟรีให้ดูฟรี ๆ ทุกคืนทุกวันอะ มันก็ดีต่อประชาชนอยู่แล้ว คำว่าฟรีเนี่ยไม่ได้แปลว่าศิลปินไม่ได้ตังค์ คือนักดนตรีได้เงินอยู่แล้ว ศิลปินได้ตังค์จ้างแต่ประเด็นของเมืองเชียงใหม่คือ เมืองเชียงใหม่มันเสือกมีศิลปินในท้องถิ่นเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่ไม่ดี เพียงแต่เขาไม่ดังประเด็นมันอยู่ตรงนี้ คือพองานอีเว้นต์ที่มันเป็นงานที่ฟรีเนี่ยส่วนใหญ่ศิลปินที่มาคือมันคือศิลปินที่ดัง มันคือศิลปินกรุงเทพฯ พอยิ่งดังเขาเอามาเล่น แน่นอนคนก็ต้องไปดูเพราะทั้งฟรีทั้งดัง กูรู้จักกูร้องเพลงตามเพลงได้ แต่ในขณะที่พวกเราที่ทำเพลงอยู่ในเชียงใหม่ กูยังไม่ดัง แล้วก็ไม่มีใครจ้างกูเล่น พอกูจะเล่นแล้วกูขายบัตร อ้าว แล้วใครจะซื้อบัตรมาดูกูเพราะกูก็ยังไม่ดัง คือปัญหามันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันคือการต่างมุมมองของผู้มีอำนาจ คือผู้มีอำนาจเนี่ยเขามีทั้งอำนาจในการตัดสินใจแล้วก็มีงบประมาณ แต่เขาเลือกที่จะใช้ ไม่ใช่เขาเลือกหรอก คือเขาต้องเลือกเพราะว่าวิธีการมองทุกอย่างมองเมืองเชียงใหม่ของเขามันไม่เหมือนกับฝั่งเราที่เป็นศิลปิน คนทำงาน เขาก็จะมองว่าเขาได้งบมาเขาก็ต้องทำให้คนประชาชนมากันเยอะ ๆ แฮปปี้ที่สุด เขาจะมองไปทางนั้นไง เขาจะมองไปที่ตรงจำนวนที่เราจะเรียกว่า KPI ตัววัดผลว่าเขาได้งบมาห้าล้าน เขาก็ต้องการให้คนมาร่วมงานสักแสนคน ซึ่งเขาเอาศิลปินดัง ๆ มา เอา 4EVE มา เอาอะไรมา แน่นอนคนก็จะแห่มากันซึ่งมันก็ตอบโจทย์ของเขา

ในฝั่งของเราซึ่งเราเป็นคนทำงานเหมือนกัน และข้อที่เราอยากเรียกร้องคือเราไม่อยากไปอยู่กรุงเทพฯ อะ คือคุณก็จ้างเราที่นี่สิ ทำไมผมต้องบิน ผมต้องย้ายตัวเองไปอยู่กรุงเทพฯ แล้วพอจะมีงานเชียงใหม่ คุณก็ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผมกลับมาเชียงใหม่ แล้วก็จ้างผมในเรทที่แพง ๆ มันก็เลยกลายเป็นมุมมองที่เชียงใหม่ออริจินัลพยายามจะทำนี่แหละ ก็คือพยายามทำให้รู้สึกว่างบประมาณต่าง ๆ มันควรเข้ามายังคนที่ทำงานในท้องถิ่นเนอะ ดีซะอีก อย่างสมมุติอย่างช่วงนี้ก็เริ่มมีอีเว้นต์ของภาครัฐ แล้วก็ใช้วงพวกเราเล่น ซึ่งคุณประหยัดงบของคุณที่จะต้องไปจ่ายค่าเครื่องบินให้ศิลปินกรุงเทพฯ แค่ค่าเครื่องบินที่คุณต้องไปจ่ายเงินให้ศิลปินกรุงเทพฯ คุณเอามาจ้างวงเชียงใหม่ได้ตั้งสองสามวงแล้ว แล้วถ้าเกิดปีนึงคุณต้องทำอย่างนี้สี่ห้างาน ใช้เงินเป็นล้าน ๆ แล้วคุณทำให้พวกเราได้ขึ้นเวทีต่อหน้าประชาชนเชียงใหม่บ่อย ๆ ทำไมมันจะไม่ดัง

คือสำหรับพี่ พี่ทำดนตรีก็จริงแต่พี่จะรู้เลยว่าเพลงที่มันดัง ที่มันเป็นกระแสในคนส่วนใหญ่ที่เราเรียกว่าแมส มันเกิดจากการที่มันเป็นไวรัล เกิดจากการที่มันฟีดมันเรื่อย ๆ อะ มันถูกเปิดบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นเพลงดี เพลงดังเนี่ยมันคนละเรื่องกันแต่สุดท้ายแล้วเพลงดังเนี่ย มันจะทำให้คนเข้ามารุมหามันเยอะ มันก็กลายเป็นเรื่องที่การันตีได้ว่า โอเคถ้าภาครัฐมีงบหรือเอกชนก็ตามแต่ มีงบแล้วเขาต้องลงทุนเขาก็รู้สึกว่า เฮ้ย กูจ่ายห้าแสนดีกว่า เพื่อจะได้คนมาดูสักแสนนึง กลับแทนที่จะมาจ่ายหนึ่งหมื่นห้าสิบครั้ง แล้วได้คนรวมกันไม่ถึงแสนมันก็ไม่คุ้ม แต่ถ้าเรามองในระยะยาวงบที่ภาครัฐได้มาไม่ว่าจะจากไหนก็ตามแต่ อบจ.หรือว่าเทศบาล หรือททท. อะไรก็ตามแต่ ขอแค่ 10 เปอร์เซนต์ต่อปีอะ คุณโยนลงมาให้คนในเมืองเชียงใหม่ ผู้สร้างงานในเมืองเชียงใหม่ ออแกไนซ์เชียงใหม่จริง ๆ ทีมถ่ายวีดีโอเชียงใหม่จริง ๆ ทีมถ่ายภาพเชียงใหม่จริง ๆ เนี่ย แค่นี้ก็สร้างงานได้แล้ว คำว่าสร้างงานหมายถึงว่าทำให้คนในเมืองถูกจ้างมีรายได้ วงดนตรีจากเคยแบบเล่นกลางคืนเล่นเพลงคัพเวอร์ได้ชั่วโมงละห้าร้อย แต่มาเล่นเพลงตัวเองต้องเล่นฟรี เพราะไม่มีใครจ้าง

อย่าง คณะสุเทพฯ วงพี่ สมมุติภาครัฐจ้าง อย่างทุกวันนี้พี่ไม่ต้องย้ายจังหวัดตัวเองไปจังหวัดไหน แต่เวลาถ้าจังหวัดอื่น ๆ จะจ้างสุเทพไปเล่น พี่ก็จะมีเรทที่พี่ต้องไปเล่น แต่สมมติอยู่ในเชียงใหม่ สมมติมันมีการจ้าง คณะสุเทพฯ ทุกเดือน เดือนละงาน อยู่ในเรทที่มันมากกว่าที่พี่ต้องไปเล่นดนตรีกลางคืนชั่วโมงละห้าร้อย สมมุติพี่ออกไปเล่นสุเทพหนึ่งคืน พี่ได้ตังค์พันห้าต่อหนึ่งโชว์แค่นี้พี่ก็ดีใจแล้ว เล่นในเมืองเชียงใหม่อะ ไม่ต้องนั่งรถตู้อะไรเลย ไม่ต้องเสียค่าเดินทางเผลอ ๆ งบที่ส่วนนั้นน่ะ คุณอาจจะจ้างวงอื่น ๆ ได้อีก แล้วคุณก็ทำมันซ้ำ ๆ คนดูไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ถ้ามันเกิดอย่างนี้ได้จริง แปลว่าไลฟ์เฮ้าส์ของพี่ไม่จำเป็นต้องมีแล้วแหละ คุณก็ไปจัดกันที่ลานประตูท่าแพเดือนละสองครั้ง ไปจัดตรงนั้นตรงนี้เท่านั้นโดยใช้งบภาครัฐ แล้วภาครัฐจะจ้างใคร ก็จ้างวงเชียงใหม่นี่แหละ แล้วก็เวียนกันมาดิ วงรุ่นใหม่ ๆ วงมัธยม วงมหาลัย ใครมีเพลงหนึ่งเพลง สองเพลงก็มาเล่นเปิด มาเล่นเปิดก่อนเพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าถ้าเขาจะอยู่ในอาชีพนี้ เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ในเมืองในบ้านเกิดเขาได้ ด้วยอาชีพนี้โดยที่ไม่ต้องดิ้นรนจะไปอยู่ที่อื่น

พี่เลยมองว่าในมุมของอีเว้นต์ไม่กระทบ คือไม่เชิงว่าไม่กระทบ ในมุมพี่เป็นคนฟังพี่ก็มองว่าดีซะอีกที่รัฐจัดงานให้ดูฟรีแต่ในมุมของของเราซึ่งเป็นกึ่ง ๆ ออร์แกไนซ์แล้วก็กึ่ง ๆ ผู้ประสานงานกับศิลปิน ที่อยู่ในเมืองเราก็แค่รู้สึกว่าเราอยากให้งบส่วนนั้นมันถูกแบ่งมาให้ให้ศิลปินในเมืองบ้าง คือคุณจ้างยังไงก็จ้างไม่หมดหรอกเชียงใหม่อะ คือจ้างวนกันไปไม่ต้องใช้เงินเยอะมากเลย แต่คือคุณสามารถแบบกระจายรายได้มาสู่มาสู่ศิลปิน พอเพลงมันถูกเปิดบ่อยขึ้น ถูกเล่นต่อหน้าต่อหน้าผู้ฟังมากขึ้นเดี๋ยวมันก็ดัง ตอนนี้คุณจะรู้สึกว่าวงนี้อะไรไม่รู้จัก เขาก็เลยคิดว่าเออไม่เป็นไรกูมีงบกูขอจ้างวงดัง ๆ ดีกว่า เพราะมั่นใจว่าถ้าเอามาก็จะมีคนดูมันก็จะวนกันอยู่อย่างงี้ อ้าว แล้วคราวนี้ไอ้วงที่เพลงดีแต่มันยังไม่ได้ดังตอนนี้แล้วเมื่อไรมันจะดังวะ เขาต้องไปดังกรุงเทพก่อนอยู่ดีสุดท้ายคุณก็ต้องจ้างเขามาแพง ๆ งบจากส่วนกลางมาถึงเชียงใหม่สุดท้ายก็ถูกโยนกลับไปกรุงเทพฯ

High HO นี่มันมาทีหลังเลย พี่จะจัดงานโฮะของพี่มาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2021 ในนามของเชียงใหม่ออริจินัล เราจัดงานชื่อว่าเชียงใหม่โฮะครั้งที่หนึ่ง ตอนกุมภาพันธ์ปี 2021 แล้วก็มาตอนปลายปี 2021 ก็จัดที่วันนิมมานแล้วก็จัดมาเรื่อย ๆ 2022 2023 แล้วตอนปี 2024 นะเรารู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวจะมีงานโฮะ แต่งานโฮะมันจะจัดปลายปี จะจัดเดือนธันวาแต่ high ho เนี่ยมันเป็นไอเดียที่เราเห็นมาว่าเชียงใหม่ มันเป็นเมืองที่มีฤดูกาลคือมันจะคึกคักเฉพาะหน้าไฮซีซั่น ก็คือปลายตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภา แล้วพอมีควันมาก็จะแผ่วไปนิดนึง แล้วก็จะพุ่งเข้ามาอีกทีตอนสงกรานต์ พอหลังสงกรานต์เป็นต้นไปทุกอย่างก็จะเงียบสงบ แล้วก็เฟสติวัลกลางแจ้งในประเทศไทยก็จะไม่ค่อยมี เพราะมันเข้าหน้าฝนไอ้ช่วงที่เราเรียกว่าหน้า Low Season ของเชียงใหม่มันเป็นช่วงที่เมืองเงียบเหงา เพราะว่านักท่องเที่ยวน้อยแล้วก็ศิลปินหลาย ๆ วงก็ไม่มีทัวร์เพราะว่าเฟสติวัลในประเทศไทยก็น้อยลง เราก็จะอยู่กันแต่ในเชียงใหม่มันก็เลยเกิดไอเดียว่า ถ้างั้นเรามาลองเล่นกันเอง มาสนุกกันเอง ในช่วงหน้า Low  ก็คือมันมีงานโฮะอยู่แล้ว เราก็เลยใช้ชื่อว่าจัดงานโฮะในช่วง Low Season ก็เลยใช้ชื่อว่า High HO (ไฮโฮะ)

โดยคอนเซปต์ก็คือเราจะไม่ไปจัดกลางแจ้ง เราจะไม่ไปจัดตั้งเวที ลงเวทีอะไรที่มันเงียบเหงา เพราะว่าเมืองมันเงียบเหงา สถานประกอบการร้านค้า บาร์อะไรก็เงียบ หมดเราก็เลยคุยกันว่า เอองั้น High HO เราไปจัดตามพื้นที่พันธมิตร ก็คือร้านที่เรารู้จัก ที่เขาอยากร่วมด้วย ก็ทำเป็นเทศกาลของเมืองกระจายไปเล่นตามร้านต่าง ๆ กัน 10-20 ที่ แล้วก็เอาวงในเชียงใหม่ที่เป็นออริจินัลกระจายเล่นกันตามที่ต่าง ๆ มันมาจากงานโฮะที่เป็นงานรวมวงดนตรีเชียงใหม่หลายแนวมารวมกัน แต่มันก็จะรวมกันแค่ที่เดียวไม่กี่วัน เรียงกันเป็นวัน ๆ ไปแต่ High HO นี่มันคือการเอาวงเชียงใหม่มารวมกัน แต่กระจายกันเล่นตามร้านต่าง ๆ ในหน้า Low Season

ถ้าอย่างงั้นมันก็มีปัญหากันทั้งประเทศ หมายถึงว่าคือมันเป็นเรื่องของระบบเป็นเรื่องของโครงสร้างอย่างเชียงใหม่จริง ๆ มันเป็นจังหวัดที่มันน่าสนใจ เราจะเห็นว่าหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ อีเว้นต์มันเกิดขึ้นแล้วมันบูม มันเกิดขึ้นเพราะประชาชนด้วยซ้ำ มันไม่ได้เกิดเพราะภาครัฐ แต่จริง ๆ แล้วพื้นที่ของเมืองเชียงใหม่ ที่เป็นพื้นที่ของภาครัฐน่าสนใจมากในเมืองเต็มไปหมดเลยสวนทั้งหลายแหล่ สวนสาธารณะ สวนอะไรไม่รู้เท่าไหร่ น่ามีดนตรีมาก ๆ เลย แล้วทุกวันนี้มันก็มีแหละเพียงแต่ว่ามันก็จะผ่านการคิดแบบเดิม ๆ เช่นเอาวงคัพเวอร์มาเล่น หรือไม่ก็เอาวงที่แมสแล้วมาเล่นเท่านั้น

พี่มองว่าอันหนึ่งก็คือขนส่งมวลชน จริง ๆ มันคือเรื่องของเมืองนี่แหละ พี่ว่าปัญหาหลักของประเทศไทยก็คือเรื่องการกระจายอำนาจนั่นแหละ การที่จะให้เมืองดูแลตัวเองมันน้อยเพราะว่าเขาให้อำนาจเราน้อย การแก้ไขปัญหาหลาย ๆ อย่างมันช้า เพราะทุกอย่างมันจะต้องถูกส่งไปที่ส่วนกลาง และส่วนกลางตัดสินใจว่าจะแก้ไม่แก้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ อย่างปัญหาขนส่งมวลชน การที่คุณจะทำถนนให้มันดี ๆ การทำทางเดิน ทางเท้าที่มันดี ๆ ทางจักรยานที่มันดี ๆ ระบบรถแดงที่มันเป็นระบบ คือถ้า infrastructure มันดีเมืองมันก็ดีหมดคนมันก็จะมีความสุข แต่ทุกวันนี้เราเห็นว่าเวลามีงานอะไรรถก็ติดล่ะ เพราะคนไม่รู้จะใช้ขนส่งมวลชนยังไงที่มันตอบโจทย์ ทุกคนก็ต้องพยายามเอารถยนต์ เอามอเตอร์ไซต์ตัวเองออกมาใช้ มันก็ติดอยู่บนถนนถามว่านั่นแหละ มันไม่ได้มีผลต่อซีนดนตรีอย่างเดียวมันมีผลต่อทุกอย่างในเมืองแหละ ก็หมายถึงว่าการจัดการการวางแผนที่ดีของปัจจัยพื้นฐานของภาครัฐแล้วเนอะก็มีผลหมด

เพิ่งจะได้ร่วมงานกับภาครัฐครั้งแรกก็เมื่อธันวาคมปีที่ผ่านมา ก็คืองานโฮะ รอบนี้แหละ ไม่เชิงร่วมงานด้วยซ้ำ คือพี่จัดของพี่อยู่แล้ว แต่พี่แค่ไปของบเขามาได้ก็คือไปของบ อบจ. มา ซึ่งจริง ๆ อบจ. มีงานดนตรีของเขาอยู่แล้วก็คือ Music Journey ซึ่งเขาก็จัดของเขาอยู่เรื่อย ๆ จัดที่สวน อบจ. จัดที่สวนรถไฟ เขาจัดของเขาทุกปี ซึ่งใช้งบมหาศาลมาก แต่อย่างงานของเราเนี่ยมันงบน้อยมาก คืออย่างที่บอกพี่ก็ต้องพยายามจะไปเอาออกมาให้ได้ ว่าแบบคุณควรจะต้องแบ่งเอางบมาให้เมือง มาให้ศิลปินในเมืองมากขึ้น ก็เพิ่งจะได้เคยทำงานกับรัฐครั้งแรกก็คือเมื่อเดือนธันวาที่ผ่านตอนนี้

ไม่เข้าใจ ยังไม่เข้าใจหรอก สมมติเราอยู่ในมหาลัย เราเรียนเราเป็นคน Gen เรา เราฟังเพลงแบบเรา เราอยู่ในสังคมแบบเรา ถามว่าเราไปคุยกับอาจารย์เรา ต่อให้เป็นอาจารย์สื่อสารมวลชน ต่อให้เป็นอาจารย์นิเทศ ต่อให้เป็นอาจารย์อะไร เขาเข้าใจเราหมดไหม เขาก็ไม่เข้าใจ นี่คือความยากของประเทศไทยอันหนึ่งก็คือตรงที่ในหลาย ๆ สาขาวิชาชีพใหม่ ๆ ที่มันน่าสนใจ พวกงานสร้างสรรค์ งานดนตรี งานอะไรต่าง ๆ นานา มันยังไม่ได้ถูกมองเห็น Value จริง ๆ เขาจะมองว่ามันคือความบันเทิง มันคืออะไรที่ถ้าไม่ดัง ไม่รู้จัก มันก็น่าจะไม่มีมูลค่าอะไรมั้ง อะไรอย่างนี้มันคือมุมมอง เพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่ครูบาอาจารย์ อย่าว่าแต่ภาครัฐเลยที่เป็นผู้ปกครอง เป็นคนที่ดูนโยบาย เขาจะมารู้ จะมาเข้าใจ เขาไม่เข้าใจหรอก ขนาดคนใกล้ตัวเราอย่างอาจารย์ หรือว่าแม้แต่เพื่อนเราบางคนก็ยังไม่เข้าใจเราเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย ที่เราจะสามารถทำให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจในการใช้งบ แต่ถ้าเรามองเห็นว่าความคิดที่เรามีไอเดียของเรามันมีประโยชน์ มันเกิดประโยชน์แน่ ๆ มันก็จะต้องอดทนในการสื่อสาร ในการพรีเซนต์ ในการทำในการพิสูจน์ต่อไปว่า เฮ้ย เนี่ยมันมีประโยชน์จริง ๆ นะ

จริง ๆ สิ่งที่เขาทำมันก็มีประโยชน์ แต่มันจะเป็นประโยชน์ในแบบเดิม ๆ คือวิธีการทำงานแบบเดิม ๆ การใช้งบแบบเดิม ๆ มันก็จะได้ผลแบบเดิม ๆ ออกมา ซึ่งเขาอาจจะพอใจกับตรงนั้นอยู่แล้ว เช่นมีเงิน 1 แสนบาท สามารถเอาคนมาดูได้ 2 หมื่นคน อ้าว ก็โอเคแล้วนี่ เพราะฉะนั้นถ้ามี 2 แสนบาท ฉันก็ได้ 4 หมื่นคนก็คือจะคิดแค่นี้ วิธีคิดของภาครัฐไทย ก็คือจะชอบคิดทุกอย่างเป็นอีเวนต์ จัดเสร็จนับจำนวนคนที่มาร่วมงาน จำนวนพ่อค้า แม่ค้าที่มาขายก๋วยเตี๋ยว ขายลูกชิ้น เขารายได้ดีไหม รายได้ดีก็จบ ก็คือจบกันเป็นอีเวนต์ ๆ ไป

แต่เรามองว่า เฮ้ย ถ้าเกิดศิลปินในเชียงใหม่สามารถมีงานเล่นอย่างต่อเนื่อง สามารถดังขึ้นมาเองจากในเมือง โดยที่เขาไม่ต้องย้ายไปไหน สุดท้ายแล้วทุนอื่น ๆ มันจะเข้ามายังเมือง สมมติวงพี่มันเกิดดังขึ้นมา แต่วงพี่ไม่ไปอยู่กรุงเทพฯ พี่จะอยู่เชียงใหม่ ต่อไปพี่อาจจะเล่นที่เชียงใหม่ คนจากลำปาง ลำพูน หรือว่าไกลออกไป สมมติพี่จัดอีเวนต์เขาอาจจะต้องเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อมาดูพวกเรา เงินมันก็ไหลเข้าเชียงใหม่แล้ว พอวงดนตรีวงหนึ่งมีเงินขึ้นมาเขาอยากทำ MV เขาก็จ้างคนที่อยู่ในเชียงใหม่ถ่าย MV ก็เกิดการจ้างงานในเมืองแล้วไม่งั้นคนจบแมสคอมมา จบนิเทศมา อยากเป็นผู้กำกับ อยากทำหนัง อยากทำ MV ไม่มีงานจ้างกูก็ต้องเข้ากรุงเทพฯอีก สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นรวมศูนย์อยู่กรุงเทพฯ

คือตอนนี้สิ่งที่เราพยายามทำ มันคือการสร้างอะไรบางอย่างที่มันระยะยาวกว่าแค่ Event มันคือการค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ เปลี่ยน แล้วพี่เชื่อว่าดนตรีมันนำมาแล้ว เพราะวงการดนตรีเชียงใหม่มันนำหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างมาก่อน วงดนตรีเชียงใหม่ คนทำเพลงเชียงใหม่มันมีเยอะมากและมันมีมาเป็นหลาย ๆ ปีแล้ว ถ้าเกิดวงการคนทำงานดนตรีเชียงใหม่มีรายได้มากพอ เขาก็จะสามารถเอาเงินส่วนนี้ไปจ้างอย่างอื่นได้อีก จ้าง Marketing ต่อไป สมมุติคนเรียนจบแมสคอมมาอาจจะเป็นทำอาชีพเป็น AR ของวง คนจบการตลาดมาทำเป็น Marketing ของค่ายเพลงมันก็เกิดงาน เมืองเราก็คือจะเป็นเมืองที่มันมีเศรษฐกิจของเราเอง คือมันจะไม่ใช่แค่ดนตรีแต่มันจะลามไปยังอาชีพอื่น ๆ ตอนนี้เราจะเห็นว่า โอ้ คนจบวิศวะมา มีงานทำลำพูน มีงานนิคมทำอาชีพอื่น ๆ มีทำ แต่พอจบสายสร้างสรรค์ ปรากฏว่าไม่มีตังค์ ไม่มีงานทำในเมือง ก็ต้องไปกรุงเทพฯ

พี่ก็รู้สึกว่าอย่างเชียงใหม่เองมันโอเคแหละ มันเป็นจังหวัดที่พี่มองว่ามันไม่ได้ใหญ่นะ คือจริง ๆ พื้นที่มันใหญ่กว่ากรุงเทพฯ แต่ความหนาแน่นของทุน ความหนาแน่นของประชากรมันยังสู้กรุงเทพฯ ไม่ได้หรอก แต่เราก็อาจจะต้องมองอะไรใหม่ ๆ มันอาจจะไม่ต้องคนเยอะกระจุกอยู่ในเชียงใหม่ก็ได้ แต่เราจะต้องสามารถผลิตเป็น Production เป็นห้องครัวที่สร้างผลิตงานออกมา ผลิตงานเพลง ผลิตงานภาพ ผลิตงานออกมาแล้วส่งออก ส่งออก แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เป็นการส่งออกงาน มันเป็นการส่งออกคนเรียนจบมาก็ต้องไปอยู่ที่อื่น เรียนจบมาก็ต้องไปอยู่กรุงเทพฯ แต่มันยังไม่มีว่า เออ กูอยู่ในเมืองนี้ กูสามารถทำงานสบาย ๆ แบบไม่สบาย ๆ หรอก ทำงานที่มันสมเหตุสมผลอะ แต่สามารถจะมีชีวิตที่กูไม่ต้องไปนั่งรถไฟฟ้าแบบวันหนึ่งหลายชั่วโมง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงานก็ได้ หรือหิ้วคอมไปนั่งทำที่ร้านกาแฟก็ได้ แต่สามารถมีเงินเดือนได้มากกว่า 30,000 อาจจะแบบทำงานตัดต่อ ทำงาน Animation หรือทำ MV ให้วงเพื่อน เพื่อที่เราจะสามารถสร้างรายได้ แต่ทุกวันนี้มันยังไม่ใช่ งานมันยังไม่พอ

มันก็สำคัญอยู่แล้วล่ะ แต่พอมามองในแง่หนึ่งพี่ก็จะมองว่าโดยเฉพาะซีน หนังสือมันเป็นอะไรที่ต้นทุนสูง แต่ว่าถ้ามันสามารถมีทุนในการผลิตได้ไปเรื่อย ๆ มันย่อมมีประโยชน์แน่นอน เพราะว่าคอนเทนต์ที่มันออกมาเป็นสื่อ เป็น Physical เป็นหนังสือสักเล่มนึง คอนเทนต์มันเข้มข้นกว่าเราอ่านโพสต์ในเฟซบุ๊ก กว่าที่เราจะอ่านโพสต์ที่มันสั้น ๆ มันสรุป มันฉาบฉวย เพราะฉะนั้นคอนเทนต์มันคือผ่านทีมงาน ผ่านทีม บก. ผ่านทีมมันใช้อ้างอิงได้ และมันเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงเพราะว่าทีมงานที่ทำ ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่างที่บอกว่ามันจะอยู่ได้ยืดยาวก็คือต่อเมื่อมันมีทุน หมายถึงว่าถ้าเราสามารถมีงบประมาณได้ไม่จำกัดไปเรื่อย ๆ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดีแต่เพราะว่าซีน ยิ่งซีนที่ทำแจกฟรีอย่างนี้ยิ่งพอ ๆ กันเลย เมื่อก่อนแมกกาซีนที่เป็นฟรีก๊อบปี้ในเชียงใหม่มีทั้ง 3-4 เล่ม แต่สุดท้ายสปอนเซอร์เขาก็ไม่ซื้อสปอนเซอร์ในแมกกาซีนแล้วเพราะความที่ต้นทุนมันสูงต้องส่งพิมพ์มาเป็นกระดาษ เขาก็บอกว่าเอาไปจ้างอินฟลูดีกว่า แล้วไปทำลงคลิป Tiktok ลง Facebook คนเห็นเยอะกว่าอีก อันนี้ก็คือในวิธีของเจ้าของเงินเจ้าของธุรกิจ ก็นั่นแหละ พี่ว่าการทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้ามันมีเจตนาที่ดีอยู่แล้ว มันมีส่วนช่วยเมืองทั้งนั้นแหละ

เพราะทุกคนพี่เชื่อว่าไอ้ที่ทํา ๆ กันอยู่ในเชียงใหม่ตอนนี้ ที่ทําอะไรก็ได้ที่ภาครัฐยังไม่ได้ทํานะ ที่ภาคประชาชนทํากันอยู่เนี่ยก็เพราะว่าเราเห็นไงว่าภาครัฐบกพร่องตรงไหน เราก็เลยพยายามจะเติมกันเข้าไปแสดงว่าทุกสิ่งที่ทุกคนทําอยู่มันมันมีส่วนต่อไม่ใช่แค่เรื่องดนตรีหรอก ต่อทุกเรื่องด้วยเจตนาที่มันดี ว่าเราก็อยากให้เมืองเรามันสร้างมูลค่าได้มากกว่านี้ คือจริง ๆ เชียงใหม่มันเป็นเมืองที่มีต้นทุนที่ดีเมืองก็ดีในระดับหนึ่งอย่างนั้นก็ดีกว่ากรุงเทพ สภาพเมืองก็ดีกว่า ผู้คนก็จะดีกว่า ธรรมชาติดีกว่า ค่าครองชีพถูกกว่าคนเก่ง ๆ ก็เยอะกว่าเพราะฉะนั้นเราก็แค่มองเห็นโอกาสว่า จริง ๆ ถ้าพวกนี้มันถูกผนวกรวมกันผ่านการคิด ผ่านการทำงาน ที่มันมากกว่าวิธีการคิดแบบเดิม ๆ จากภาครัฐมันก็น่าจะทำให้เมืองนี้มันไปได้ไกลกว่านี้

คือจริง ๆ ดนตรีในมุมของพี่ พี่กลับมองว่าจริง ๆ ถ้าปัญหามันควรจะแก้พร้อมกันทั้งประเทศ ปัญหามันมาจากเรื่องเดียวกันเลยคือผู้ที่มีอำนาจในการใช้งบประมาณและการบริหารจัดการของท้องถิ่นมันไม่เข้ามา ไม่ศึกษา ไม่พยายามศึกษาหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ เรื่อง ให้มันหลายมุมมองมากขึ้น มันก็เลยจะมีแค่วิธีการทำงานแบบเดิม ๆ ซึ่งนี่คือไม่ใช่แค่เชียงใหม่ มันคือวิธีการคิดแบบรัฐไทยก็คือแบบข้าราชการไทย ก็คือได้งบมาก็ทำแบบนี้ ตรงไหนคอรัปชันก็คอรัปชันกันอย่างนี้ คือมันก็จะเป็นอย่างนี้มันก็เลยจะไม่เกิดการกระจายอำนาจ

เพราะฉะนั้นพี่ว่าปัญหาที่เชียงใหม่เจอมันก็คือปัญหาที่หลาย ๆ จังหวัดเจอนั่นแหละ กลับมองว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่โชคดีตรงที่ว่ามันมีคนเก่ง ๆ มันมีคนที่น่าสนใจมารวมมาอยู่เยอะ มันก็เลยมีความโดดเด่นเป็นต้นทุนบางอย่างที่มันโดดเด่นมากกว่าหลายจังหวัด พี่ถึงบอกว่าพี่แทบจะไม่สนใจกรุงเทพฯ เลย ความที่กรุงเทพฯ มันเป็นเมืองหลวง แล้วมันก็เป็นเมืองหลวงเป็นร้อยปี คือความเจริญมันก็อยู่ที่ตรงนั้น มันก็ไม่แปลกที่อะไรเยอะ ๆ มันจะอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ถามว่ามีจังหวัดไหนในประเทศไทยอีกที่มีดนตรีอย่างเท่ากับเชียงใหม่มันไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้น นี่คือความโชคดีของเมืองเชียงใหม่ที่มันเป็นเมืองที่คนทำงานสร้างสรรค์มันมักจะมารวมตัวกระจุกกันเองโดยออร์แกนิคของมันอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอกว่าเฮ้ย มันต้องจะไปได้ไกลกว่านี้โดยที่ไม่ต้องสนใจกรุงเทพฯ เลยนะ มันควรจะเป็นเมืองอีกเมืองหนึ่งที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกับเรื่องของธุรกิจสร้างสรรค์ทั้งหลายแหล่ เพราะฉะนั้นพี่มองว่าปัญหามันเกิดจากการที่ฝั่งประชาชนฝั่งคนทำงาน ทำกันอยู่นั่นแหละ ทำกันอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันได้ภาครัฐที่พอจะเข้าใจพวกเราหน่อยนะ ซัพพอร์ตพวกเราทีละนิด ป่านนี้มันไปไกลกว่านี้ละ

ทั้ง ๆ ที่ทุกวันนี้พี่ก็มองว่ามันก็ไม่ได้แย่นะถ้าเทียบกับ 10-20 ปีที่แล้ว ถือว่าเชียงใหม่ก็มาได้ไกลมาก ในมุมของดนตรีอินดี้นะ อันนี้ยังไม่ได้พูดถึงดนตรีพื้นเมือง พี่มองว่าเชียงใหม่มันมีเอกลักษณ์มีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ด้วยความที่เราก็เคยคิดถึงประเด็นนี้ สมมติเราพูดถึงดนตรีอีสาน เราพูดถึงฝั่งอีสานเรามีหลายวงดนตรีในประเทศไทย วงอินดี้ วงอะไรพวกนี้ที่มาจากฝั่งอีสาน แต่เราแทบจะระบุไม่ได้ว่าเขามาจากจังหวัดไหน คือเราไม่ได้จำได้ว่าเขามาจากจังหวัดไหน แต่เวลาเราพูดถึง Solitude is Bliss, Yonlapa, Sanimyok ทุกวงเราจะพูดว่ามาจากเชียงใหม่ มันก็เลยกลายเป็นว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่ดันเป็นตัวแทนของภาคเหนือทั้งภาค เราแทบจะไม่เคยเจอวงอินดี้ที่มาจากแม่ฮ่องสอน อาจจะมีบ้างอย่าง Yented มาจากพะเยา แต่นอกนั้นเราจะเห็นว่าเวลาเราพูดถึงดนตรีซีนดนตรีอินดี้ภาคเหนือ มันจะไม่ใช้คำว่าซีนภาคเหนือ มันจะใช้คำว่าซีนเชียงใหม่ ก็คือกลายเป็นว่าพอเราจะพูดถึงภาคเหนือทุกจังหวัดมันก็มาย้าย ๆ ตัวเองมาอยู่กันที่เชียงใหม่ เพราะสุดท้ายในภาคเหนือมันก็ยังไม่ได้กระจายของมันออกไป ในแต่ละภูมิภาคแต่ละจังหวัดเองมันก็ยังไม่ได้เกิดการกระจาย

พี่ก็รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วปัญหามันคือเกิดจากการที่ถ้างบประมาณมันไปในแต่ละจังหวัด แล้วการเข้าถึงงบประมาณตรงนั้นมันเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ หรือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มามีส่วนร่วมในการจัดการมัน พี่คิดว่ามันจะเกิดสิ่งคล้ายกันทั่วไป โดยที่ไม่ต้องเป็นเชียงใหม่ก็ได้ มันอาจจะเกิดพะเยา เกิดเชียงราย เกิดอะไรของตัวเอง เพราะทุกที่ก็มีวงวัยรุ่นฟังเพลง เริ่มอยากทำดนตรีแบบของตัวเอง มีพื้นที่ในการเล่นของตัวเอง ภาครัฐซัพพอร์ต แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันยังเกิดการรวมศูนย์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะจังหวัดไหนก็ตามในประเทศไทย พอเป็นงานที่รัฐจัดสุดท้ายก็เอาวงศิลปินกรุงเทพฯ ศิลปินค่ายใหญ่ไปเล่นซึ่งเราไม่ได้แอนตี้ว่าไม่ดีแต่เราแค่บอกว่าแบ่งมาบ้าง แบ่งงบประมาณมาให้ท้องถิ่นได้จัดอะไรกันเองบ้าง

ในแต่ละจังหวัดอะคือพี่ก็ไม่ใช่คนเหนือ พี่ก็ไม่ใช่คนเชียงใหม่ พี่ก็มองว่าจริง ๆ ในแต่ละพื้นที่มันคงมีปัญหาเฉพาะของมัน มีโอกาสเฉพาะของมัน มีทุกอย่างของมัน ด้วยความที่ประเทศไทยมันมีการบริหารที่ไม่ได้มีการซัพพอร์ตพื้นที่ หรือว่าชุมชนอย่างจริงจัง มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ คือมีเรื่องของการเมืองท้องถิ่นทับซ้อนกันอยู่มันก็คงไม่ง่าย แต่ก็รู้สึกว่าในโลกยุคนี้ที่คนมันเชื่อมต่อกันได้แล้วด้วย Social Media มันเกิด Community Online กันจาก Online สู่ Offline จาก Offline สู่ Online มันก็เพิ่มโอกาสให้พวกเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะแต่การที่มันจะเข้าไปเปลี่ยนอะไรเลยมันคงไม่ง่าย แต่พี่มองว่าการค่อย ๆ ไปวางรากฐานไปสร้าง Community เนี่ย พี่ว่ามันเป็นไปได้เพราะเชื่อว่าทุกที่แหละ ทุกอำเภอ ทุกเมืองมันจะต้องมีแล้วล่ะ ตอนนี้สิ่งที่เราจะเห็นว่าในแต่ละจังหวัดมีแน่ ๆ ก็คือ Community คราฟเบียร์ กาแฟดริป ซึ่งอันนี้เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นมาไม่ถึง 10 กว่าปีด้วยซ้ำ แล้วพี่มองว่าอะไรพวกนี้มันอาจจะเชื่อมโยงกับดนตรีได้ เพราะคนที่ชอบอะไรพวกนี้มันจะไม่แมส หรือว่าตอนหลังแม้ว่าสุดท้ายแล้วตัวมันก็จะกลายเป็นแมสโดยอัตโนมัติ พี่แค่รู้สึกว่าอะไรที่มันคนที่มันจะชอบอะไรที่มัน Special ไม่ได้บอกว่าพิเศษนะ แต่หมายถึงว่าที่มันไม่อยู่ในกระแส ที่มันไม่ได้แมส มันจะมีรสนิยมอะไรที่มันคล้าย ๆ กันเช่น ชอบอ่านหนังสือแบบนี้ ชอบดูหนังแบบนี้ ฟังเพลงแบบนี้ ชอบอะไรอย่างนี้ ก็คือพี่คิดว่ามันอาจจะค่อย ๆ เกิดเองได้ พี่ว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลง มันมีทั้งแบบเปลี่ยนได้กับเปลี่ยนไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็คือมันอาจจะเปลี่ยนมันควรจะเปลี่ยนได้มาก ๆ ก็เปลี่ยนไม่ได้ ก็อาจจะเปลี่ยนได้ทีละนิด ๆ แต่พี่ว่าผู้คนอะเปลี่ยน ยุคสมัยมันเปลี่ยน ยังไงมันก็เปลี่ยน กว่าจะถึงจุดนั้นพี่ว่ามันก็อาจจะเกิดโอกาสใหม่ ๆ ขึ้นมา เผลอ ๆ ดนตรี อีก 5 ปี ดนตรีก็กลายเป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้ อาจจะเป็นอีกแนวนึง Spotify การฟังเพลงอาจจะเป็นอีกแบบนึง เพราะว่าทุกวันนี้มันมีเทคโนโลยี มันเปลี่ยนเร็วมาก เราแทบจะไม่รู้แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น

มันก็อยู่ที่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล คือเรื่องนี้มันก็สำคัญที่สุดเพราะบางทีเราก็เดาไม่ถูกหรอกว่าใครเป็นยังไง โดยเฉพาะคนที่เป็นรัฐบาล มันไว้ใจอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าประเทศไทย เราก็รู้ว่ามิติมันซับซ้อนกว่าที่เราเห็นเพราะว่าเกมการเลือกตั้งจริง ๆ มันควรจะง่าย เพราะว่ามันมีกฎกติกาอะไรของมันอยู่แล้ว ก็ทำทุกอย่างไปตามกฎ ผลออกมาเป็นยังไงก็ควรจะต้องไปเป็นอย่างนั้น คือมันควรจะต้องง่าย แต่สรุปแล้วว่าการเมืองไทยมันไม่ได้ง่าย มันมีเหตุผลเฉพาะของมันอยู่ที่มันทำให้ทุกอย่างไม่สามารถเป็นไปตามกฎก็ได้ ก็ถึงบอกว่าบางทีการเปลี่ยนแปลงมันเปลี่ยนแน่ แต่มันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกทุกอย่างอย่างรวดเร็ว มันอาจจะต้องค่อย ๆ เปลี่ยนในเรทที่ช้า ที่เร็ว แต่ยังไงมันก็คงจะต้องเปลี่ยน แล้วก็พอถึงการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง ๆเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า แต่พี่เชื่อว่าผลลัพธ์ของมันก็มันจะต้องดี ดีต่อผู้คนใน Generation ถัดไป ใน Generation ปัจจุบันนี่แหละ แต่ก็ไม่ได้สามารถมั่นใจได้ว่าสิ่งดี ๆ ที่มันเกิดขึ้นนั้น มันจะไม่มีผลเสียตามมาเหมือนกัน ก็ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเรื่องของการที่เราก็เป็นส่วนหนึ่งในการเลือกนะมีสิทธิ์ เรามีสิทธิ์ในการเลือกแล้วก็ทำของเราให้มันดีที่สุด แล้วก็เราก็จะต้องรู้สึกเฟลบางครั้งในสิ่งที่เราเลือกไปแล้วมันไม่ได้อย่างใจเราต้องการ สุดท้ายเราก็ต้องมาอยู่กับตัวเอง มาอยู่กับหน้าที่ และความรับผิดชอบของเรา ว่าแล้วเราจะทำอะไรได้บ้างวะ ในการที่แบบกูพี่งรัฐไม่ได้ บางอย่างมันพึ่งรัฐไม่ได้แล้วกูจะทำอะไรได้บ้าง

คืออย่างน้อยถ้าเกิดรัฐมันเป็นอย่างที่เราต้องการ เป๊ะ โอ้โห ซัพพอร์ตเราเต็มที่มันก็ดี ทุกอย่างมันจะขึ้นเร็ว แต่ถ้าเกิดเหมือนเดิมอีกแล้ว แล้วจะทำอะไร? จะไม่ทำเหรอก็แล้วแต่ แต่อย่างพี่พี่เลือกที่จะทำอยู่ ทำอะไรได้กูก็ทำแต่ความคาดหวังน้อยลง เมื่อก่อนก็จะคาดหวังเยอะว่าเราพูดอะไรออกไป แล้วเขาจะเก็ท เขาจะเข้าใจ เขาจะอยากช่วยเรา แต่ทุกวันนี้ก็คือจะคาดหวังน้อยลง แต่ก็พยายามทำอยู่ พยายามให้เขาสนับสนุนเรามากขึ้น

+ posts

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy