หลังจากที่ Cheyada สองสาวดูโอ้รุ่นใหม่ได้ปล่อยซิงเกิลล่าสุด ‘ยามวิกาล’ ออกมา เพลงนี้ก็เข้าไปอยู่ในเพลย์ลิสต์ยามดึกของใครหลาย ๆ คน ด้วยซาวด์ Psychedelic, Dream-Pop ที่สะกดอารมณ์และลูกเล่น Samp กีตาร์และกลองไฟฟ้าเท่ ๆ พาเราไปอยู่ในโลกแฟนตาซีที่เปลี่ยนความมืดให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้แสดงตัวตนที่ถูกกดทับไว้ตั้งแต่เช้าจดเย็น สะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาทบทวนตัวเอง พักจากโลกภายนอก และการได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่
ในวันนี้เราจึงชวน โอปอล และ เชอรี่ มานั่งคุยถึงซิงเกิลล่าสุด ‘ยามวิกาล’ เพลงที่พวกเธอใช้ห้วงรัตติกาลเป็นทั้งแรงบันดาลใจและพื้นที่ปลอดภัยในการปลดปล่อยตัวตน ผ่านมุมมองของผู้หญิงสองคนที่ใช้ชีวิตและชื่นชอบเวลากลางคืนผ่าน Transmission ครั้งนี้กัน

สมาชิก Cheyada
โอปอล—ศศิพินท์ พิถยชุณพงศ์ (ร้องนำ)
เชอรี่—ภิญญดา มหาผาสุกวัฒน์ (มือกลอง)
ชื่อ Cheyada มีความหมายพิเศษหรือที่มาอย่างไร และทำไมถึงเลือกใช้ชื่อนี้ในฐานะศิลปิน
โอปอล: คำว่าญดาแปลว่าผู้หญิงค่ะ และพวกเราเป็นผู้หญิง 2 คน เราก็อยากได้ชื่อที่มันมีลูกเล่นน่ารัก ๆ แล้วอยากทำให้คนสงสัยและอยากที่จะจำชื่อวงนี้พวกเราก็เลยเติมคำว่าเชเข้าไป แล้วทีนี้ทุกคนก็จะถามว่าเชญาดาคืออะไร
แปลว่าเราตอบคำถามนี้มาหลายรอบมากใช่ไหม
โอปอล: ใช่ค่ะ อันนี้เป็นบทพูดไปแล้ว (หัวเราะ)
ในฐานะที่เราทำวงเป็นดูโอ้หญิง เราคิดว่าตอนนี้ในอุตสหกรรมดนตรีการเป็นผู้หญิงทำให้โอกาสด้านการทำเพลง/โอกาสในการเติบโตยากกว่าผู้ชายบ้างไหม
โอปอล: ไม่ค่ะ ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย จริง ๆ แล้วไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นผู้หญิงทำให้โอกาสในการทำเพลงยากขึ้นเลยค่ะ เพราะแนวดนตรีสไตล์ที่พวกเราทำถ้าเป็นวงผู้ชายก็คงดูเป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่พอเป็นผู้หญิง หนูรู้สึกว่ามันกลับกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดขึ้น
เชอรี่: หนูก็คิดว่าไม่นะคะ แล้วก็คิดว่าเป็นจุดดีเป็นข้อดีด้วยซ้ำ เพราะเหมือนว่าพอเป็นผู้หญิงถ้าพูดถึงสามัญปกติแล้ว หนูคิดการเป็นผู้หญิงมันดูน่าสนใจมากกว่า ถึงแม้ในสมัยก่อนคนอาจจะคิดว่าการเป็นนักดนตรี โดยเฉพาะผู้หญิงคือไม่มั่นคง และเป็นการเต้นกินรำกิน และโอกาสในการเป็นนักดนตรีเป็นไปได้น้อยกว่าผู้ชาย เพราะปกตินักดนตรีก็มีแต่ผู้ชายเล่น อย่างมือกลองเราแทบจะไม่เห็นผู้หญิงเลย แต่เดี๋ยวนี้ยุคมันเปลี่ยนไปแล้วเราเห็นผู้หญิงตีกลองเยอะขึ้น หนูเลยคิดว่าการเป็นผู้หญิงมันเป็นจุดดีด้วยซ้ำ เพราะพอเราเป็นผู้หญิงและพูดเรื่องที่ปกติผู้หญิงเขาไม่พูดกัน มันให้อีกอารมณ์หนึ่งที่ผู้ชายไม่สามารถให้ได้
เพลงส่วนใหญ่ของเชญาดามักจะเกี่ยวกับห้วงเวลากลางคืน ในมุมมองของโอปอลและเชอร์รี่มองช่วงเวลากลางคืนเป็นยังไง
โอปอล: ตอนแรกโอปอลเป็นคนที่ตื่นเช้าและนอนเร็วแต่ตอนนี้คือเปลี่ยนแล้วค่ะ กลายเป็นคนที่ตื่นบ่าย และนอนดึกมากเพราะรู้สึกว่าตอนเช้าเรายังไม่ได้ใช้ชีวิตแต่ว่ากลางคืนมันเริ่มตื่นแล้ว พลังมันเริ่มมา (หัวเราะ)
เชอรี่: โอปอลก็จะเปลี่ยนมาใช้ชีวิตกลางคืนมากขึ้น แต่ของหนูก็คือใช้ชีวิตกลางคืนอยู่แล้ว ตั้งแต่เรียนมหาลัยเราก็อยู่หอคนเดียว เราก็รู้สึกว่าตอนกลางคืนบรรยากาศมันดีเนอะเหมือนมันมีเวลาให้เราทบทวนคิดกับตัวเอง ยิ่งพอเรียนจบมาเราก็สามารถเลือกงานที่เราทำเองได้ เหมือนเวลาเราจัดตารางเวลาของตัวเองได้ เราทำงานของตัวเองในเวลากลางคืนเช่นแต่งเพลง ทำเพลง ทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นในช่วงเวลานั้น ส่วนตั้งแต่ตอนเที่ยงเป็นต้นไปก็จะตื่นมาแล้วค่อยใช้ชีวิตกับคนอื่นมากกว่า
ล่าสุด Cheyada ก็เพิ่งออก MV ‘ยามวิกาล’ เราได้แรงบันดาลใจหรือไอเดียของเพลงนี้มาจากไหน ช่วยเล่าคอนเซปต์ให้ฟังหน่อย
โอปอล: ตอนแรกตั้งใจจะทำเป็นซินเดอเรลลาค่ะ เพราะว่าในตอนกลางคืนซินเดอเรลล่าจะรองเท้าหลุด เพราะรู้สึกว่าภาพของรองเท้าที่หลุดหายในเวลากลางคืนมันสื่อถึงความมหัศจรรย์ของช่วงเวลานั้นได้ดี เราเลยบรีฟกับทีมพี่ ๆ ผู้กำกับอะค่ะ แล้วทีนี้พี่เขาก็เสนอไอเดียกลับมาว่าถ้างั้นทำเป็นบ้านตุ๊กตากันดีไหม และให้เราเป็นเหมือนตุ๊กตาที่อยู่ในนั้น ก็เลยเกิดเป็นตุ๊กตาที่ชื่อว่าลูน่า ซึ่งในตอนกลางวันลูน่าเขาก็จะเป็นตุ๊กตาเฉย ๆ ไม่มีชีวิต แต่พอตอนกลางคืนเขามีชีวิตขึ้นมาแล้วเขาก็ออกมาใช้ชีวิตแบบที่เป็นตัวเอง
ทำไมถึงเป็น ’ตุ๊กตาลูน่า’ และมีชีวิตแค่ในความมืด เรามองมันเป็นสัญลักษณ์อะไรหรือเปล่า
โอปอล: ใช่ค่ะ มันเป็นสัญลักษณ์ของเพลงนี้เลย เพราะในเวลากลางคืนเราตั้งใจให้ทุกคนได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างมากถึงที่สุดซึ่งพอมันเป็นภาพตุ๊กตา ตุ๊กตามันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตขยับไม่ได้อยู่แล้ว โดยทั่วไปอะค่ะ แต่ถ้าตุ๊กตามันมีชีวิตมันสามารถขยับขึ้นมาได้มันก็เหมือนในเวลากลางคืนที่เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ได้มีชีวิตขึ้นมาเป็นตัวของเอง
เชอรี่: และตุ๊กตามันก็มีความเป็นผู้หญิงด้วยพวกเราทั้งสองคนก็ชอบแฟนตาซีอยู่แล้วเลยนำมาผสมกัน โดยสมมติว่าแทนตัวเราเป็นตุ๊กตา หรือว่าในเนื้อเพลงก็เหมือนช่วงเวลากลางคืนมันเป็นช่วงเวลาที่แบบได้แสดงความเป็นตัวเองได้เยอะขึ้น เราได้เป็นตัวเองประมาณนั้นค่ะ
เชอรี่กับโอปอลมีตุ๊กตาตัวโปรดไหม อวดตุ๊กตาตัวนั้นให้ฟังหน่อย
โอปอล: ตอนนี้มีค่ะชื่อปิ๊งป่อง น้องคือตัวช้างในเรื่อง In side out
เชอรี่: ของหนูมีหลายตัวเลยค่ะ มันเพิ่มมาเรื่อย ๆ เลยตัวโปรดชื่อกวิ้นกวิ้น เป็นตุ๊กตาเพนกวิ้นที่มีมือมีเท้าแล้วก็พูดได้ ราก็จะดัดเสียงเหมือนมันคุยกับเราได้ แล้วเราก็รู้สึกว่าอารมณ์มันซอฟต์ลงเวลาคุยกับตุ๊กตา
โอปอล: ขนาดในรถของเชอรี่ยังมีกวิ้นกวิ้นเลย
เชอรี่: เราก็ไม่ได้ติดตุ๊กตานะแต่ว่ามันอยู่บนที่นอน เวลาเราก่อนนอนทุกคืนเราก็จะเจอ

ในเพลง ‘ยามวิกาล’ มีส่วนไหนที่ท้าทายหรือยากกว่าเพลงก่อน ๆ บ้าง
โอปอล: ถ้าสำหรับหนูมันจะเป็นเรื่องตอนร้องค่ะเพราะว่ามันสูงมากเลย ตอนที่โอปอลฟังเดโม่ครั้งแรก แล้วจะต้องไปอัด โอ้ย คอจะแตก (หัวเราะ) แล้วเราก็ซ้อมอยู่อย่างนั้นเจ็บคอนะ แต่เราก็ฝึกไปค่ะ
เชอรี่: จริง ๆ ในเนื้อเพลงตอนแรกเราก็ไม่อยากให้เกี่ยวกับกลางคืนหรอก แต่ว่ามันก็ดันกลายมาเป็นตอนกลางคืนอีกอยู่ดี เพราะเพลงของวงเรามีเพลงเกี่ยวกับกลางคืนเยอะ พวกเราก็อยากมีเพลงกลางคืนที่ถ่ายทอดช่วงเวลากลางคืนในมุมนี้ เพราะเวลากลางคืนมันเป็นเวลาที่เป็นเซฟโซนของเราอันนี้คือคอนเซปต์ของเราเลย เราเลยเล่าผ่านตรงนั้นแล้วมาขยายความต่อ และเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่เราทดลองใส่ Samp ของกีต้าร์และกลองไฟฟ้าไปด้วย
Artwork ของ Cheyada มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และใช้นักวาดคนเดิมกับอัลบั้มแรกเลย ทำไมต้องเป็นคนนี้ @nuchnep
โอปอล: เขาทำมากับเราตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ตั้งแต่อัลบั้มแรกเลยอะค่ะแล้วเราก็ชอบสไตล์ของเขา
เชอรี่: ใช่ แล้วเขาก็ทำงานดีมาตลอดเราก็ไว้ใจด้วยก็เลยเป็นคนนี้
แล้ว Artwork ของเพลงยามวิกาลคอนเซปต์เป็นยังไงอธิบายให้ฟังหน่อย
โอปอล: ก็เหมือนใน MV เลย มันก็จะมีปราสาท ส่วนกระต่ายเป็นเหมือนกับตุ๊กตาในช่วงเวลากลางคืน และก็มีแฟรี่ด้วยเพราะพวกเราชอบแฟนตาซีมาก ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่ได้ หนูอยากเข้าไปอยู่ในการ์ตูนกันอะค่ะ (หัวเราะ) อีกอย่างหนูก็มีความชื่นชอบ Studio Ghibli บาร์บี้ เทพนิยายอะไรพวกนี้อยู่แล้วเราเลยอยากทำออกมาเป็นการ์ตูน เทพนิยายค่ะ
โอปอลกับเชอร์รี่แบ่งการทำเพลงหรือทำงานด้วยกันยังไงบ้าง เพราะอย่างเชอร์รี่ก็เล่นกลอง โอปอลร้องเพลง เราอยากรู้ว่าในส่วนเขียนการเพลง ส่วนการทำเมโลดี้เราทำกันยังไง
เชอรี่: ก็อย่างปกติแล้วก็จะมีพี่โปรดิวเซอร์ที่มาช่วยด้วยอีกคนชื่อพี่โอเว่น จากวง YODSARUN แต่ละเพลงก็จะต่างกัน บางเพลงก็จะขึ้นจากคอนเซปต์ก่อนบางเพลงก็จะขึ้นจากเมโลดี้ ก็จะมีอย่างเช่นหนูแต่งมาก่อน แล้วก็ให้พี่โปรดิวเซอร์ช่วยดูอีกที ด้วยความที่หนูเป็นคนร้องเพลงเพี้ยนหนูก็จะขึ้นจากกีต้าร์โปร่งมานี่แหละ แล้วก็เอามาให้พี่โปรดิวเซอร์ช่วยแปลงให้มันตรงคีย์อีกทีหนึ่ง พี่โปรดิวเซอร์ก็จะเอาเดโม่อันนี้ไปให้โอปอลฟังและลองหาคีย์ดูว่าอันนี้มันถูกต้องไหม ส่วนเรื่องเนื้อเพลงเวลาเรามีคอนเซปต์ พี่เขาก็จะลองเขียนเพลงมาก่อน หรือว่าโอปอลอาจจะเขียนขึ้นมาอย่างนี้อะค่ะ แล้วก็มารวมตัวดูด้วยกัน คุยกันว่าสุดท้ายอยากให้ออกมาเป็นประมาณไหน
แล้วเชญาดาการออกแบบร้องยังไง เพราะเราก็มีหลายสไตล์ในแต่ละเพลง
โอปอล: คงต้องใช้คำว่าเป็นเรื่องของการโตขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ เหมือนพอยิ่งเวลาผ่านไปความชอบหรือว่าสไตล์อะไรมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ละเพลงมันเลยร้องไม่เหมือนกัน
เพลง ‘เมืองจำลอง’ เป็นเพลงที่เรามักจะเปิดฟังบ่อย ๆ เพลงนี้เป็นเพลงที่เปิดตัวภายใต้ค่าย ZIRCLE MUZIK ด้วย เนื้อหามันพูดถึงความทรงจำวัยเด็ก ก่อนที่โลกจะเข้ามากำหนดกรอบชีวิตเรา ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่ามีที่มายังไงบ้าง และทำไมเราถึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมา
โอปอล: เพลงนี้มันเกิดจากความโกรธเลยค่ะ
เชอรี่: เพลงนี้เป็นการที่เราตั้งคำถามถึงกรอบถึงกฎระเบียบในสังคมว่าสิ่งที่เราคิดสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบันมันมีคนสั่งให้เราทำรึเปล่า มันเป็นเพราะว่าคนอื่นเขาทำเราเลยต้องทำตามรึเปล่า เราก็เลยอยากทำเพลงนี้ออกมา
ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ เรามองว่าอะไรคือสิ่งที่สังคมตีกรอบเราบ้าง
โอปอล: เยอะเลยค่ะ (หัวเราะ)
เชอรี่: ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยคือในที่ทำงาน พอเราเป็นเด็ก ต่อให้เรามีความสามารถหรือเก่งแค่ไหน ก็ยังยากที่จะเติบโตขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งระดับสูงได้ เพราะสังคมมักจะกำหนดและให้คุณค่ากับความอาวุโสมากกว่า ใครที่อายุมากกว่าก็มักถูกมองว่าควรอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า
ถ้าเราออกแบบ ‘เมืองจำลอง’ ของเราได้ โอปอล และเชอรี่อยากให้เมืองนั้นเป็นยังไง
โอปอล: เราชอบแฟนตาซีอยู่แล้ว เมืองจำลองก็ต้องเป็นเมืองที่มีปราสาทเหมือนเทพนิยาย มีเพลงวอลซ์ เหมือนเราอยู่ในหนังสือการ์ตูนไปเลย
เชอรี่: ของหนูก็อาจจะเป็นเมืองที่แบบผู้คนเป็นคนจิตใจดี มีการเอื้อเฟื้อแบ่งปันเป็นคนดี เพราะทุกวันนี้เราอาจจะเจอทั้งคนดีและคนไม่ดีเราอยากให้โลกมันมีแต่คนที่ดี และแน่นอนว่าน้องตุ๊กตาก็จะอยู่ในนั้นด้วย

เราเพิ่งออกอัลบั้มเดียวอัลบั้ม Prologue หน้าปกเหมือนหนังสือนิทาน ช่วยเล่าคอนเซปต์ของอัลบั้มนี้ให้ฟังหน่อย
โอปอล: ตอนนั้นพวกเรายังเรียนอยู่กันที่มหิดลค่ะ เรียนดนตรีดุริยางค์ก็เป็นเอกร้องกับเอกกลองเลย ความตั้งใจแรกเราอยากให้อัลบั้มนี้เป็นจุดเริ่มของวงเชญาดาเลยเลือกทำออกมาในรูปแบบของหนังสือนิทาน เพราะอยากให้ความรู้สึกเหมือนเวลาเปิดเล่มขึ้นมาแล้วนี่คือบทนำของเรื่องราวของเรา และยังมีบทต่อ ๆ ไปให้ทุกคนได้ติดตามต่อไปอีก
อัลบั้มนี้มันเป็นอัลบั้มแรกที่ได้ทำและเป็นช่วงที่วงกำลังหาทิศทางหาเอกลักษณ์ของตัวเองด้วย แล้วตอนนี้เชญาดาเจอแล้วหรือยัง
โอปอล: คิดว่าเจอมากขึ้นนะคะเพราะพวกเราก็โตขึ้น แต่ว่าในอนาคตมันก็อาจจะเปลี่ยนไปได้อีก
เชอรี่: หนูว่ามันเจอทางที่ลงตัวว่าโอเคเราจะเป็นในทิศทางนี้ แล้วมันจะไปต่อยอดในทิศทางนี้ว่ารูปแบบที่เราทำมา เราก็มองเห็นมากขึ้นว่าเรายังสามารถใส่อะไรลงไปได้อีกบ้าง ซึ่งทั้งหมดก็มาจากความชอบและตัวตนของพวกเรา
ในยุคที่ศิลปินรุ่นใหม่มักมีเรฟชัดเจนทั้งดนตรีและภาพลักษณ์ เชญาดามีเรฟหรือแรงบันดาลใจแบบไหนในการสร้างตัวตนของวง เรามองวงยังไง
เชอรี่: พวกเราอยากให้เวลาพูดถึงวงผู้หญิงคนจะนึกถึงเชญาดา เหมือนกับเวลาที่พูดถึงศิลปินหญิงป๊อปไทย หลายคนก็จะนึกถึงพี่อิงค์ วรันธร ถ้าเป็นศิลปินหญิงในซีนอินดี้เราก็อยากให้ชื่อเชญาดาถูกพูดถึงแบบนั้นบ้างเพราะในอนาคตเราก็อยากจะเป็นวงชั้นนำเป็นวงผู้หญิงที่มีคนติดตามและพูดถึงเยอะ ถูกพูดถึงในซีนดนตรีอินดี้มากขึ้นหรือว่าในกระแสหลักก็ได้ แต่ว่าก็ต้องรอลุ้นนะไม่รู้ว่าจะเป็นได้ไหม
โอปอล: ใช่ค่ะ อยากให้พอพูดถึงวงผู้หญิงคนจะนึกถึงวงเรา นึกถึงเชญาดา
เราทำวงกันมา 2 ปีแล้วพอได้ปล่อยซิงเกิ้ลยามวิกาลออกมา Cheyada มองว่าเราโตขึ้นจากอัลบั้มแรกยังไง
โอปอล: รู้สึกว่ามันค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ เลยค่ะตั้งแต่อัลบั้มแรก
เชอรี่: หนูว่าอัลบั้มแรกมันจะมีความเป็นเด็กมีความใส ๆ อยากทำอะไรก็ทำ เราได้ทดลองอะไรที่เราไม่รู้ว่าจะถูกหรือว่าจะผิด แต่เราก็คิดว่าเราจะเอาหมดเราจะลุยหมดทุกอย่างเลย ส่วนอัลบั้ม 2 มันก็คิดมากขึ้นกว่าเดิมโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ด้วยความที่อยู่ค่ายด้วย พี่ ๆ เขาก็จะคอยเแนะนำอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ตอนนี้เราก็มีคอนเซปต์อัลบั้มที่ 2 แล้ว แล้วก็มีคอนเซปต์อัลบั้มที่ 3 แล้วด้วย (หัวเราะ) ในอัลบั้มที่ 2 ก็จะเกี่ยวกับเมืองจำลองค่ะ
ตั้งแต่ทำวงมาทั้งสองคนชอบเพลงไหนที่สุด
โอปอล: ถ้าตอนนี้ของโอปอลจะเป็นเพลง ศิลา เลยเล่นสดสนุกมาก
เชอรี่: ชอบเพลง ศิลา เหมือนกันค่ะ แต่ถ้าเพลงที่รู้สึกว่าทั้งเวลาเล่นสดหรือว่าอะไรก็ตามที่เราชอบอาจจะเป็นเพลง ราตรีสวัสดิ์ เพราะ ณ ในตอนช่วงเวลาที่เราทำเพลงเรารู้สึกดีกับเพลงนั้นมาก ถ้าเรานึกถึงเพลงนี้เราจะนึกถึงวันที่เราไปนั่งทำเพลงที่บ้านเพื่อนอยู่ บรรยากาศของเพื่อนที่ตอนนี้เรียนจบไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้เจอกันแต่ทุกคนยังมาอยู่ด้วยกันวันนั้นที่เราไปทำก็มีเพื่อน ๆ นั่งอยู่เต็มเลย และเนื้อเพลงหรือว่าดนตรีของราตรีสวัสดิ์ ทำให้เราฟังสบายก็เลยเป็นเหตุผลที่เราชอบ
เชญ่า เชญ่า คือชื่อแฟนคลับเหรอ
โอปอล: ใช่ค่า ตั้งกันเอง มีชื่อวงปุ๊บมีชื่อเชญ่ามาปั้บ
เชอรี่: ชื่อนี้โอปอลเป็นคนตั้งเองเลย
เข้าไปดูใน Broadcast Channel ไอจีมา Cheyada ใส่ใจแฟนคลับ เพราะเราเห็นว่าจำชื่อแฟนคลับได้หมดเลย
โอปอล: ตั้งใจจำเลย
เชอรี่: เป็นวิธีที่แฟนคลับจะได้รักเรา
โอปอล: รักฉัน รักฉัน (หัวเราะ) ฉันก็รักเธอ
ปีใหม่แล้วขอ 3 สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 ฉบับเชญาดา
เชอรี่: อย่างแรกก็คือทำเพลงทุกอาทิตย์แบบเจอกันให้บ่อยขึ้น อย่างที่ 2 โชว์เล่นสดแบบจึ้ง มันส์ ๆ ให้คนที่มาดูครั้งแรกแล้วต้องอยากมาดูครั้งต่อไป ต้องตามไปดูโชว์ต่อไป อย่างที่ 3 โตไปด้วยกันเรื่อย ๆ
ฝากอะไรถึงคนที่เพิ่งรู้จักเชญาดา
เชอรี่: อยากให้ทุกคนลองเปิดใจมาฟังเพลงของพวกเรา และถ้ามีโอกาสก็อยากให้มาเจอกันในโชว์สดค่ะ
โอปอล: ทุกคนจะโดนตกแน่นอน เพราะเวลาเล่นสดมันส์มากจริง ๆ (หัวเราะ) เร็ว ๆ นี้พวกเราก็จะมีไปเล่นที่งานโฟล์คข้างวัดที่อยุธยาด้วย แล้วก็อยากชวนทุกคนเข้ามาอยู่ใน Broadcast Channel ของเชญาดาในไอจี จะได้มาเป็นแก๊งเชญ่า เชญ่าด้วยกัน ถ้าวันไหนเล่นสดแล้วแฟน ๆ ข้างล่างรั่ว เราก็พร้อมรั่วให้สุดเหมือนกันค่ะ พวกเราต้องการหน้าม้าจำนวนมาก (หัวเราะ)
เชอรี่: ใช่ พวกเราต้องการทีมเชียร์ เพราะทุกครั้งที่มีคนมาเชียร์เยอะ ๆ เราจะรู้สึกแฮปปี้มาก พลังจากข้างล่างมันส่งขึ้นมาบนเวที แล้วพวกเราก็อยากส่งพลังนั้นกลับไปให้มากกว่าเดิม
ติดตามความเคลื่อนไหวของ Cheyada ได้ที่ Facebook / Instagram / Youtube

