Sampha สำรวจโลกเหนือจริงผ่านซาวด์ล้ำในอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ‘Lahai’

342 views
Sampha Lahai

Sampha นักร้องนักแต่งเพลงจากอังกฤษเจ้าของผลงานเท่ ๆ อย่าง Without และ Blood On Me กลับมาพร้อมอัลบั้มเต็มชุดที่สอง Lahai โดยเขาได้ร้อยเรียงถ้อยคำนามธรรมเหนือจินตนาการ ราวกับว่าเรากำลังดูหนังหรืออ่านหนังสือแฟนตาซีเล่มหนึ่ง คลอไปด้วยดนตรีที่พาเราย้อนกลับไปสู่วันวานด้วยเสียงที่ได้อิทธิพลจากดนตรีที่มีต้นกำเนิดเมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยยังได้ซึมซับบีตมากรายละเอียดในขณะที่สดับฟัง ก่อนจะค่อย ๆ พาออกเดินทางไปสู่โลกอนาคตผ่านซาวด์ล้ำแบบที่คาดไม่ถึง

Space Invader ตอนนี้ เราเลยชวน Sampha มาเล่าที่มาที่ไปของเพลงที่ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตที่ถูกตีความออกมาในธีมต่าง ๆ ทั้ง Sci-Fi, spiritual ไปจนถึงสัจนิยมมหัศจรรย์ ที่ทุกคนจะได้สัมผัสพร้อมกันในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ทุกสตรีมมิง

Sampha

ทำไมถึงเลือกเพลง ‘Spirit 2.0’ ให้เป็นเพลงโปรโมตอัลบั้ม

มันเป็นเพลงแรกที่ผมเขียนขึ้นมาในอัลบั้มชุดนี้ แล้วก็น่าจะเป็นเพลงที่ผมเปิดฟังบ่อยที่สุดเพราะมันมีบางอย่างที่ผมรู้สึกคอนเน็กมาก ๆ กับเพลงนี้ ก็คิดว่าคงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะกลับมาพร้อมกับอัลบั้มใหม่โดยมีเพลงที่นำเสนอทิศทางของสิ่งที่ผมกำลังอินได้ดีด้วย เพลงนี้มันมีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างซาวด์อิเล็กทรอนิกและเครื่องดนตรีอะคูสติก แล้วมันมีไอเดียที่ว่าถ้าสมมติเราบินได้ หรือการที่ผมมองหาบางสิ่ง หรือกำลังตามหาศรัทธา คอนเซ็ปต์พวกนี้คือสิ่งที่ผมนึกถึงระหว่างที่ทำอัลบั้มครับ

เสียงผู้หญิงในตอนท้ายของเพลงนี้คือ Yaeji ใช่ไหม ไปร่วมงานกันได้ยังไง

ใช่ครับ มันเกิดขึ้นแบบธรรมชาติมาก ๆ ผมเป็นแฟนผลงานของเธออยู่แล้ว แล้วช่วงนั้นเธออยู่ในเมืองที่ผมอยู่พอดี ผมอยู่ที่สตูดิโอก็เลยบอกว่าแวะมาได้นะถ้ามีเวลา เธอก็แวะมา พาหมามาด้วย แล้วก็ได้เจอเพื่อน ๆ ของเธอ เราก็ได้คุยกันพักนึงเลย แล้วผมก็บอกว่าเนี่ยทำอัลบั้มอยู่ อยากมาแจมไหม จะเป็นอะไรก็ได้เลย เยจิก็สนใจ แล้วมันก็ออกมาเป็นอย่างที่ได้ยินกันครับ งดงามมาก ๆ มันเข้ากับบรรยากาศของอัลบั้ม ลงตัวพอดีเลย

นอกจาก visualizer ที่ปล่อยไปแล้ว เดี๋ยวเร็ว ๆ นี้จะมีมิวสิกวิดิโออีกเวอร์ชันนึงออกมาด้วย ใครคือผู้กำกับและทำไมถึงเลือกเขามาทำงานชุดนี้

Remi Weekes ครับ ผมได้ดูทั้งหนังสั้นแล้วก็หนังชิ้นยาวของเขาก็เกิดสนใจขึ้นมา จริง ๆ ผมคุยกับผู้กำกับหลายคนนะ แต่กับคนนี้เขาดูเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ การตีความเพลงของผมออกมาเป็นภาพของเขามันเจ๋งมาก ๆ มีความ sci-fi หน่อย ๆ ด้วย งานชุดนี้มันมีความเป็นงานศิลปะแบบอิมเพรสชันนิสม์ มีความมัว ๆ กึ่งจริงกึ่งฝัน

ในอัลบั้มชุดนี้มีทั้งซาวด์แอมเบียนต์ ethereal และกลองแบบ brakbeat, drum n bass ด้วย เล่าให้ฟังหน่อยว่าเพลงพวกนี้มันส่งอิทธิพลกับงานของคุณยังไงบ้าง

ผมโตมากับเพลงพวกนี้ครับ ตอนไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ก็จะฟังเพลงจังเกิ้ลกันเนี่ยแหละ เพื่อน ๆ ที่ผมแฮงเอาต์สมัยเป็นวัยรุ่นในลอนดอนก็จะเปิด drum n bass กันลั่นรถ ลดหน้าต่างลง เอาให้เบสกระหึ่ม ๆ แล้วก็ไปปาร์ตี้เรฟ drum n bass กัน ซึ่งอะไรพวกนี้ก็เป็นเหมือนส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของผมด้วยครับ ตอนทำอัลบั้มนี้ผมก็คิดว่าอยากจะทำอะไรที่เป็นจังเกิ้ลมานานแล้ว หรือไม่ก็ทำอะไรที่คล้าย ๆ เพลงแบบนั้น ผมอยากใส่ความเป็นรากดั้งเดิมของตัวเองลงไป สังเกตได้จากเพอร์คัสชัน มันจะมีริธึม syncopation แบบดนตรีแอฟริกันด้วย ซึ่งพองานออกมามันก็ให้ฟีลที่ชวนนึกถึงวันเก่า ๆ ขณะเดียวกันก็อยากทำอะไรที่สดใหม่สำหรับตัวเองด้วยเหมือนกัน เลยทำซาวด์บางอย่างให้ฟังแล้วรู้สึกว่ามาจากอนาคตด้วย

‘Lahai’ คือชื่อกลางของคุณเอง และจากที่ฟังงานชุดนี้ก็รู้สึกว่าเรื่องที่เล่าค่อนข้างส่วนตัว คุณมองว่าการเขียนถึงสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากบ้างหรือเปล่า 

ก็มีบ้างครับ แต่เวลาผมพูดถึงเรื่องตัวเองก็จะไม่ค่อยลงรายละเอียดเท่าไหร่ หรือระบุว่าพูดถึงใครในความสัมพันธ์แบบเฉพาะเจาะจงขนาดนั้น จะเป็นนามธรรม หรือเป็นเศษเสี้ยวองค์ประกอบเพียงเล็กน้อยจากเรื่องราวเหล่านั้น อันที่จริงเวลาผมเขียนเนื้อออกมาแบบนั้นบางทีมันก็พอจะตีความได้เพราะมันมีวัตถุดิบมาจากเรื่องที่เกิดในชีวิตจริง แค่จะเขียนออกมาให้มันดูเป็นเรื่องแฟนตาซี หรือเป็นเหมือนแอนิเมชันเรื่องนึงน่ะครับ แต่บางทีก็มีเล่าชีวิตประจำวันออกมาตรง ๆ เหมือนกันนะ สิ่งที่ผมทำ หรือนึกถึง หรือรู้สึกประทับใจ มันแล้วแต่ว่าอารมณ์ไหนเลยครับ 

Sampha

หลาย ๆ เพลงเหมือนพูดถึงเรื่องทางจิตวิญญาณ ช่วงนี้มีความสนใจเกี่ยวกับ spiritual หรือได้ประสบอะไรกับตัวเองมาบ้างหรือเปล่า

ช่วงนี้ผมตั้งใจสำรวจความต้องการของตัวเองมากเป็นพิเศษครับ แล้วก็พยายามตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่าทำไมถึงมีความต้องการแบบนั้น เหมือนผมมีความรู้สึกว่าต้องมองชีวิตในภาพกว้างมากขึ้น เพราะบางครั้งผมรู้สึกหลงทาง หรือติดหล่มอยู่กับบางอย่าง เวลาที่ผมเริ่มค่อย ๆ ถอยห่างไปจากสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเองเพียงเพราะอยากใช้ชีวิตตามใจ 

ผมว่าชีวิตทั้งหมดทั้งมวลมันเกี่ยวกับการที่เราสามารถมองว่าชีวิตที่เรียบ ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น อาจจะมีเวทมนต์หรือความพิเศษซ่อนอยู่ ดังนั้นผมถึงพยายามจะพูดถึงสิ่งนี้ เพราะบางทีเราอาจจะสูญเสียการมองเห็นซึ่งความมหัศจรรย์ หรือหลงลืมบทกวีของการใช้ชีวิตไปได้เช่นกัน 

อย่างเรื่องที่ผมลองคิดว่าเราบินได้ มันอาจจะหมายถึงการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเพื่อถึงจุดหมาย แต่บางครั้งผมอาจจะแค่อยากพูดถึงความรู้สึกเพลิดเพลินกับประสบการณ์ระหว่างทางนั้นก็ได้ ผมก็เลยอ้างอิงหนังสือ ‘Jonathan Livingston Seagull’ มาเขียน เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับนกที่สนุกกับการบิน มากกว่าจะสนใจว่ามันจะบินไปที่ไหน อันที่จริงก็มีหนังสือดี ๆ อีกหลายเล่มบนโลกนี้ครับ อันนี้ไม่ใช่เล่มโปรดที่สุดของผม ผมลองนึกถึงเรื่องนี้ดูแล้วก็มีเรื่องราวในนั้นที่หยิบมาเล่าในเรื่องนี้ได้พอดี

งั้นมีเรื่องไหนอีกที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในงานชุดนี้

เล่มนึงชื่อว่า ‘More Brilliant Than The Sun’ กับอีกเล่มชื่อ ‘The Order of Time’ แล้วก็ ‘Your Brain Is a Time Machine’ น่าจะสามเล่มนี้หลัก ๆ ครับส่วนเล่มอื่น ๆ มันคงหลบอยู่สักที่ในซอกหลืบความทรงจำของผม อาจจะไม่ได้เล่าออกมาตรง ๆ บางทีมันจะซึมออกมาผ่านเนื้องาน

Sampha

น่าแปลกมากที่ตอนฟังอัลบั้มนี้เรารู้สึกว่าเหมือนดูหนังเรื่องนึงอยู่ เรารู้สึกได้ถึงสถานที่ บรรยากาศ ที่เล่าไปเรื่อย ๆ แบบเป็นเรื่องราวเดียวกัน 

ตอนที่ผมทำเพลงผมก็คิดมันออกมาเป็นภาพนะ เพราะผมค่อนข้างอินกับการเล่าเรื่องออกมาเป็นภาพด้วยตัวผมเอง ผมมีแพชชันเรื่องการกำกับ มุมกล้อง หรือเส้นเรื่องต่าง ๆ ถ้าสังเกตผมจะมีส่วนร่วมในด้านนั้น ๆ ด้วย เพราะผมรู้สึกว่าการเล่าเรื่องมันมีความเฉพาะตัวมาก ๆ …อาจจะพูดว่าเฉพาะตัวซะทีเดียวก็คงไม่ได้ แต่เหมือนว่าถ้าผมอินกับเรื่องนั้น ๆ แล้วเล่าออกมามันก็จะเป็นตัวผม 

ผมอาจจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในการเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงตามลำดับเวลา คุณจะเห็นว่าผมถนัดเล่าอะไรที่มันไม่ปะติดปะต่อมากกว่า คือกว่าจะไปถึงปลายทางที่ต้องการจะเล่า ระหว่างทางมันมีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหมือนวัตถุดิบจากคนละที่มาประกอบกัน คล้ายกับว่าสิ่งที่อยู่ในหัวผมมันกระจัดกระจาย มีธีมที่ไม่เหมือนกันเลยอะไรไม่รู้เต็มไปหมด นักเล่าเรื่องบางคนอาจจะมีความเชื่อว่า เนื้อเรื่องคือสิ่งสำคัญ แล้วสุนทรียศาสตร์ค่อยตามมา ซึ่งผมเข้าใจแล้วก็ค่อนข้างเห็นด้วย แต่ผมมองว่ามันมีเนื้อเรื่องบางอย่างที่ต้องเล่าออกมาผ่านสุนทรียศาสตร์ และด้วยสุนทรียศาสตร์นั้นเองอาจจะเป็นแก่นของเรื่องหลักที่ทำให้คุณร้องไห้ไปกับมันได้ โดยที่ไม่ต้องมีเนื้อเรื่องอะไรมายึดเกี่ยวไว้ด้วยซ้ำ

แล้วคนที่อยู่บนปกอัลบั้มเป็นใคร

Lahai

เป็นนางแบบ ไม่ใช่ใครที่ผมเคยรู้จักมาก่อนในชีวิตครับ (หัวเราะ) อัลบั้มนี้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั่ว ๆ ไป แต่ผมก็พูดถึงผู้หญิงเยอะเหมือนกัน อย่างการนึกถึงผู้หญิงในชีวิตของผม เรื่องความเป็นแม่ หรือการที่ผมมีลูกสาว ผมรู้สึกว่าเพลงมันสะท้อนเรื่องราวเหล่านี้ แล้วรูปปกอัลบั้มก็เป็นเงาที่สะท้อนกับกระจกครับ ก็เป็นการเล่าคอนเซ็ปต์เฉย ๆ  

การเพิ่งเป็นคุณพ่อทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

แน่นอนครับ มันทำให้ผมได้สำรวจและตั้งคำถามกับตัวเองลึกลงไปอีกขั้น มันทำให้รู้สึกว่าตอนนี้คำว่า ‘ชีวิต’ ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวผมเพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว มันทั้งน่ากลัวและมหัศจรรย์ในเวลาเดียวกัน ผมต้องมีความอดทนมากขึ้น และไอเดียที่ว่า ‘ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข’ นั้นมันค่อย ๆ เติบโตไปตามอีกชีวิต ความรักเฉย ๆ บางทีมันไม่ได้ทำให้ลูกเราเติบโตได้ดีโดยธรรมชาติ แต่มันมาพร้อมกับความพยายามอย่างที่สุด และต้องมีความตระหนักรู้อยู่เสมอในทุกสิ่งที่ทำหรือที่มอบให้เขา แล้วผมก็เพิ่งเรียนรู้ว่าเราเป็นสปีชีส์ที่ความห่วงใยและความรักเป็นส่วนนึงที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญมากกับชีวิตของเรา จริง ๆ นะ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่… นี่ไม่ได้พยายามจะทำให้มันดูวิทยาศาสตร์ มีตรรกะหรือเหตุผลอะไรรองรับหรอก แต่แค่เป็นการที่ผมสังเกตเห็นว่าความห่วงใยอย่างลึกซึ้งมันช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างกันได้แน่นแฟ้นขึ้นจริง ๆ คือทุกวันนี้เราเห็นคนทำลายหรือช่วงชิงอะไรไปจากโลก แต่ความรู้สึกพวกนี้มันน่าจะช่วยเตือนให้เราไม่ทำเรื่องแย่ ๆ แบบนั้นได้ หวังว่านะครับ

เลือก 3 เพลงในอัลบั้มนี้ที่อยากให้คนที่ไม่เคยฟัง Sampha ลองฟังดู

จริง ๆ ได้หมดเลยครับ มันมีอะไรที่ไม่เหมือนกันหมดเลย แต่จะลองเพลงแรก ‘Stereo Colour Cloud  (Shaman’s Dream)’ ดูก็ได้ เพลงนี้เหมือนผมพูดย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่นของตัวเอง แล้วก็ ‘Inclination Compass (Tenderness)’ อีกเพลงจะเป็น ‘Spiritual 2.0’ หรือ ‘Can’t Go Back’ ก็ได้ 

ฝากอะไรถึงแฟน ๆ หน่อย

หวังว่าเพลงเหล่านี้จะไปถึงทุกคน และสามารถทำให้คุณมีความรู้สึกร่วมกับมันได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ 

+ posts

อิ๊ก นักเขียนสายดนตรีที่เกือบจะต้องวางมือ แต่คงหนีไม่พ้นเพราะยังอยากพูดถึงวงและเพลงดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

Photos by Jesse Crankson
+ posts

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy