
เดินหน้าสู่ปีที่ 3 แล้วกับโครงการ Music Exchange โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือที่รู้จักกันในนาม CEA ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานภาครัฐที่ซัปพอร์ตวงการดนตรีไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อน “Thai Music Wave to the World” ปลดล็อกข้อจำกัดและผลักดันศิลปินไทยไปสู่ระดับนานาชาติในฐานะสินค้าส่งออกเชิงวัฒนธรรม และขยายเครือข่ายทางอุตสาหกรรมดนตรีไทยไปทั่วโลก
โครงการนี้จัดทำขึ้นเพราะ CEA เล็งเห็นศักยภาพและโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีของไทย บวกกับมีการคาดการณ์ว่าปี 2569 อุตสาหกรรมดนตรีของไทย จะเติบโตต่อเนื่องสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อ้างอิงจากกระแสการเติบโตในปี 2567 ที่ดนตรีไทยทะยานสู่อันดับ 29 ของโลก โดยมีมูลค่าตลาดกว่า 3,577.6 ล้านบาท (อ้างอิงรายงานของ IFPI, 2025: https://www.ifpi.org/wp-content/uploads/2024/03/GMR2025_SOTI.pdf)
สำหรับ Music Exchange 2026 ดำเนินโครงการผ่าน 2 กลยุทธ์สำคัญ คือ
1. PUSH: สนับสนุนเงินทุนบางส่วนให้ศิลปินไทยเข้าร่วมเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ เพื่อสร้างฐานแฟนเพลงใหม่ ๆ ในตลาดต่างประเทศให้ได้เห็นประจักษ์ในศักยภาพของศิลปินไทย
2. PULL: จับคู่ธุรกิจและสร้างเครือข่ายระหว่างศิลปินกับผู้จัด ผู้คัดเลือกศิลปิน เอเจนซีระหว่างเทศกาลดนตรี ในประเทศปลายทางและไทยในระดับ B2B เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้วงการดนตรีไทยเติบโตอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการ Music Exchange (2024 – 2025) ได้ส่งศิลปินไทยไปโชว์ Performance ในเวทีระดับอินเตอร์มากมาย โดยสนับสนุนด้านเงินทุนให้ศิลปินไทยรวม 95 ราย ในการเดินทางไปขึ้นแสดงเทศกาลดนตรีนานาชาติ 64 แห่ง ครอบคลุม 17 ตลาดทั่วโลก พร้อมดึงดูดเครือข่ายดนตรีทั่วโลกเข้ามาในประเทศไทย เพื่อจับคู่ธุรกิจ B2B ระหว่างศิลปิน ผู้จัดการศิลปิน โปรดิวเซอร์ค่ายเพลง และผู้จัดเทศกาลจากทั่วโลกรวม 94 ราย จาก 76 เทศกาลหรือเอเจนซีต่างประเทศ ครอบคลุม 21 ตลาดทั่วโลก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นศักยภาพของศิลปินไทยและโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีของไทย ที่นอกจากจะช่วยสร้างฐานแฟนเพลง ขยายตลาด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงขยายเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมดนตรีระดับโลกแล้ว ยังเป็นการสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ให้แก่ประเทศไทยได้อีกด้วย
ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เผยว่าช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดนตรีโลกได้เปลี่ยนผ่านมาสู่เอเชียอย่างชัดเจน ภูมิภาคนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ ช่วงปีที่ผ่านมาหลายเทศกาลในเอเชียเติบโตขึ้นทั้งด้านไลน์อัปและจำนวนผู้เข้าชม ไม่ว่าจะเป็น Fuji Rock และ Summer Sonic ที่ญี่ปุ่น, Lalala Festival ที่อินโดนีเซีย และ Clockenflap ที่ฮ่องกง
“ตลาดเทศกาลเอเชียถือเป็นหมุดหมายใหม่ของ ‘Music Tourism’ หรือ ‘การเดินทางเพื่อชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี’ ที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยปี 2567 เอเชียนับเป็นตลาด ‘Music Tourism’ ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 21.8% จากทั่วโลก หรือคิดเป็นมูลค่าที่ประมาณ 1.99 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับทิศทางของการขับเคลื่อนโครงการ Music Exchange ของ CEA ทั้งการวางนโยบายและความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันศิลปินไทยบุกตลาดเทศกาลในเอเชียมากขึ้น”
ปัจจุบัน Music Exchange 2026 ได้คัดเลือกศิลปินเข้าร่วมโครงการไปแล้ว 2 รอบ กว่า 22 ศิลปิน/วง ได้แก่ Tilly Birds, WHISPERS, WIM, mindfreakkk, pami, SIN (Singular), MILLI, BUS because of you i shine ฯลฯ โดย CEA สนับสนุนทุนการเดินทางบางส่วนเพื่อไปขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีทั่วโลกกว่า 20 งาน ทั้งในสหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, อินเดีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
โครงการ Music Exchange จึงไม่เพียงเป็นเวทีสนับสนุนศิลปินไทยให้ก้าวออกไปขยายตลาดในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่กำลังวางรากฐานให้อุตสาหกรรมดนตรีไทยเติบโตอย่างเป็นระบบ พร้อมขับเคลื่อนให้ดนตรีของไทยกลายเป็นหนึ่งในพลังสร้างสรรค์และแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจบนเวทีโลกในอนาคต
ติดตามการประกาศผล และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Creative Economy Agency
Instagram: cea.thailand
Email: musicexchange@cea.or.th
We are aliens who travel between galaxies to find the music we love across the universe.🛸💫

