Maho Rasop Festival 2023 Day 1 ครบรสไปด้วยโชว์ที่ทุกคนรอคอย

351 views
Maho Rasop 2023 Day 1 ESC Park FORD TRIO Death of Heather Yard Act L8ching Alex G otoboke beaver zweed n' roll caspian kamaal williams IDLES Breakbot Irfane

กลายเป็นหมุดหมายประจำปีของคนชอบฟังเพลงทุกคนไปแล้ว ว่าช่วงนี้ของปีทุกคนจะต้องมารวมตัวกันที่งาน Maho Rasop Festival เพื่อเสพโชว์ดี ๆ จากทั่วโลกด้วยกัน สำหรับปีที่ 4 พวกเขาก็ยังชัดเจนในแนวทางเหมือนเดิม คือการเลือกวงที่เอาแต่ใจสุด ๆ โดยไม่สนว่าพวกเราจะรู้จักทุกวงมั้ย แต่ผู้จัดทั้งสาม Fungjai, Have You Heard และ Seen Scene Space ล้วนคัดสรรมาอย่างดีแล้วว่าทุกวงจะมีโชว์ที่ดี แล้วคุ้มค่าที่เราจะได้รู้จักพวกเขาจากงานนี้ โดยไม่มีแนวเพลงเป็นกำแพงกั้น เชื่อว่าทุกคนเองก็ได้รู้จักวงใหม่ ๆ ทุกปีจากงานนี้เหมือน

และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ศิลปินไทยมากความสามารถที่ถูกผลักดันให้ได้ขึ้นเวทีระดับประเทศเหมือนเป็นอีกเป้าหมายให้พวกเขาได้พิชิตในฐานะศิลปิน ซึ่งถ้าใครได้ดูก็จะไม่สงสัยในดนตรีของพวกเขาเลยว่าทำไมถึงได้อยู่ในงานนี้ แถมปีนี้เองก็ยังเป็นปีที่สองที่ยังมี Boiler Room หรือปีนี้เรียกว่าสวรรค์คลับ ก็คัดเลือกดีเจทั้งไทยและเทศเจ๋ง ๆ มาสร้างความมันด้วยแดนซ์มิวสิคทั้งหลาย ที่ต่อให้เราไม่ใช่แฟนเพลงอิเล็กทรอนิกเลย แต่ถ้าได้หลงเข้าไปก็เต้นจนลืมเวลาไปเลยเหมือนกัน

ปีนี้ก็เป็น Maho Rasop ปีแรกสำหรับพวกเราทีมคอสมอส แต่พวกเราก็เป็นแฟนของงานนี้อยู่แล้ว บอกเลยว่าวิ่งจนขาขวิดเหมือนเดิมเพราะอยากเก็บศิลปินทุกคนเท่าที่ทำได้ ตามไปดูว่าแค่วันแรกก็สนุกขนาดไหนแล้วน้า

สารภาพว่าส่วนตัวแอบเสียดายที่เราวิ่งไปไม่ทันดูโชว์ครึ่งแรกของ FORD TRIO ทำให้เซ็ตเพลงครึ่งหลังที่เราพอได้มีโอกาสดูเป็น ทิ้งเบอร์, ใครฟัง และ เห้ยจารย์ แม้อากาศช่วงบ่ายสามโมงในวันแรกจะร้อนแรงมากแค่ไหน แต่คนมาเชียร์วงเยอะกว่าที่เราคิดไว้ทีเดียว ตอนนับวันทู..วันทูทรีเข้าเพลง 1-100 ก่อนช่วยกันร้อง “ตะแน่วแนแน้วแนแน้ว” ตามเสียงเบสและกีตาร์ สักพักมีสี่สาวแดนซ์เซอร์เดินออกมาเซอร์ไพร์สคนดูในชุดสีแดงฟู่ฟ่า นอกจากเสียงดนตรีที่มีทั้งความเด้งและจังหวะชวนโยกเหมือนคอไก่ การได้เห็นฝอดตรีโอ้บนสเตจใหญ่ ๆ ทำให้รู้เลยว่าพวกเขาตั้งใจเตรียมตัวมาอย่างจัดหนักจัดเต็มไม่แพ้ขนาดของเวที พอหันไปเห็นโซนขวาที่เป็นภาพคนเล่นวิ่งไล่จับมาสคอตไก่แล้วก็บันเทิงไปอีกแบบดี

ถัดมาเป็นโชว์ของ Death Of Heather ที่อัดแน่นด้วยกำแพงเสียงหลากมิติ เราเชื่อว่าคอชูเกสที่กำลังยืนรับซาวด์ต้องสะใจมากแน่ (เพราะเราคือหนึ่งในผู้ชมที่ยืนอิ่มไปแล้วเรียบร้อย) โดยทางวงหยิบผลงานเพลงชุดใหม่มาเล่นสลับกับอัลบั้ม Self-Titled ตั้งแต่การบรรเลงอินโทร Forever ซึ่งมีช่วงเปลี่ยนทรานสิชั่นไปที่ Endless Emotions อย่างงดงาม แล้วตัดเข้า Head In The Sand กับช่วงไดร์ฟซาวด์กีตาร์ที่เริ่มบิวด์อารมณ์ชาวอีโมทีละเล็กน้อย ก่อนส่งเพลงซึมเซาอาทิ Hard To Cure, Living Slow Disaster และแทร็ก Gaze At The Ceiling กับอีกสองสามเพลงเพื่อปิดโชว์แบบกระแทกกระทั้นสุด ๆ ยิ่งท่อนหวดเน้นกลองคือกระหึ่มได้ใจอยู่พอสมควร จบเซ็ตนี้บอกเลยว่า “ของแท้”

ทางฝั่งเวที Maholan Stage เราเตรียมตัวมาดู Yard Act วงดนตรีสุดเท่จากลีดส์ ที่ก่อนหน้านี้เราเคยได้ดูโชว์ของพวกเขามาก่อนแล้วที่ Primavera ซึ่งก่อนเริ่มโชว์เกิดปัญหาเล็กน้อยทำให้เริ่มเลตไปประมาณ 10 นาที นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้มาเล่นที่กรุงเทพ ฯ ทางวงเองก็พูดถึงอุณหภูมิที่ร้อนระอุของบ้านเราแทบจะเพลงเว้นเพลง โดยเพลงที่หยิบมาเล่นก็รวมงานฮิตจากชุดแรก ไม่ว่าจะเป็น Land of the Blind หรือ Dead Horse ที่ชาวต่างชาติเต้นไปกับแซ็กโซโฟนกันอย่างม่วน แล้วก็มี Dark Days แล้วพวกเขาก็หยิบเพลงเซ็ตใหม่ที่เพิ่งปล่อยไปมาเล่นด้วยทั้งสองเพลง เริ่มด้วย Petroleum ก่อนจะกลับไปชุดเก่า Fixer Upper กับเบสไลน์ที่สะใจเราสุด ๆ ต่อด้วย Dream Job, Payday แล้ววงก็ขอบคุณคนดูเป็นภาษาไทยว่า ‘ขอบคุณครับเบบี้!’ พาคนดูส่วนนึงฮาครืน แล้วก็ถึงคิวเพลงโปรดของเรา The Overload, Witness (Can I Get A?) แล้วดรอปความเดือดกันลงมาในเพลงช้า 100% Endurance และสาดความมันกันต่อใน The Trench Coat Museum ที่ชวนให้เรากรีดร้องไปกับเสียงเอฟเฟกต์ในท่อนคอรัสสุดติดหูในเพลงนี้ ‘โอกาสสุดท้ายที่เราจะได้ปาร์ตี้กันแล้วนะ’ James Smith ฟรอนต์แมนของวงเพอร์ฟอร์มแบบใส่สุด ถึงกับลงไปนอนกับเวที แล้วส่งท้ายกันไปในเพลง The Trapper’s Pelts

ประเดิม Sawan Club กับดีเจ Plaur จากบาหลีที่เรามีโอกาสได้ดูเขาที่ Boiler Room Bali เมื่อตอนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งติดใจในซีเล็กชันเพลงเบส ยูเค ๆ ของเขามาก รอบนี้เราเลยถือโอกาสซ้ำที่ Boiler Room Bangkok อีกสักที มารอบนี้ก็ไม่ผิดหวังเพราะขนเพลงที่ผสมกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านอย่าง dangdut มาอยู่ในอิเล็กทรอนิกด้วย ม่วนกันทั้งคนไทย คนต่างชาติกันเลยเซ็ตนี้

ต่อกันที่เวทีวิมาน L8ching (เรชิง) ศิลปินป็อป r&b จากไต้หวันก็พร้อมเจอกับทุกคนแล้ว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเขามาไทยบ่อยมากกก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ขึ้นเวทีใหญ่ระดับนี้ในไทย ซึ่งครั้งนี้เขาก็มาพร้อมแบนด์แบบจัดเต็ม ระหว่าง intro ตัวเขาเองก็เล่นกลองเพอคัสชั่นคลอไปกับดนตรีกรูฟจัด ๆ พร้อมพูดภาษาไทยทักทายทุกคนอย่างน่ารัก โชว์สกิลกลองเบา ๆ ไฮป์ให้ทุกคนโยกตาม

ก่อนจะจัดเพลง Mountain Dude และ Real World สองเพลงดังของเขาเพื่อให้ทุกคนตามความสนุกของวงทัน ซึ่งทั้งสองเพลงก็มีความป็อปสนุก ๆ ที่ฉุดไม่อยู่ โดยมีเรชิงค่อยเคาะกลองเพอคัสชั่นไปพร้อมจังหวะร้องด้วย พร้อมโชว์สกิลร้องไปพร้อมกัน แบ็กอัพเองก็ใส่กันสุดตัวเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมี 放行 ที่ได้โชว์สกิลร้องสไตล์ r&b เท่ เพลงก็มีลูกกรูฟที่โคตรหนึบ เจือความเซ็กซี่นิด ๆ หรือ Keelung ที่ถ่ายทอดเมืองบ้านเกิดของเขาผ่านดนตรีช้า ๆ ซึ้ง ๆ หรือการอิมโพไวส์ใหญ่โตในช่วงท้าย ก็ทำให้โชว์นี้เองได้ถ่ายทอดความสามารถทางป็อปของเขาออกมาได้น่าสนใจสุด ๆ

Alex G เดินขึ้นมาพร้อมแบ็คกิ้งแทร็กที่เปิดคลอพร้อมแสงรำไรในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน รอบนี้พวกเขามาแบบฟูลแบนด์ที่ครบเครื่องทั้งกีตาร์ไฟฟ้าสลับโปร่ง เบสกลอง และคีย์บอร์ดผสมการขับเสียงร้องผ่าน Vocoder บนเซ็ตลิสต์กับดนตรีกลิ่นอายอเมริกันน่าที่ชวนรู้สึกถึงความเศร้าหมองบ้างก็อบอุ่นตลอดทั้งโชว์ อาทิเพลง Runner, S.D.O.S, Immunity, Ain’t It Easy, No Bitterness ไปจนถึง Hope, Gretel, Sarah, Brick, After Ur Gone และอื่น ๆ ทว่าพวกเขายังเผยให้เห็นมุมคลั่งที่แฟนคลับยุคแรกพอได้ฮือฮาหวือหวา เพราะบุคลิกและการอะเรนจ์เมนท์ค่อนข้างแตกต่างจากผลงานชุดล่าสุด ซึ่งโชว์มีหลากหลายอารมณ์มาก ตั้งแต่น้ำตารื้นยันสับสนวุ่นวาย ตอนแรกคิดว่าพอเจออากาศร้อน ๆ มาทั้งวันต้องหลับชัวร์ สรุปเพอร์ฟอร์มดีตามมาตรฐานที่คาดหวังไว้ ก่อนเสียงดนตรีทั้งหมดจะเริ่มทะลุขีดแล้วดึงกลับลงมาคล้ายตอนจบหนังสักเรื่อง

เราวิ่งกลับมาที่ Viman Stage เพื่อรอดู MILDLIFE วงดนตรีที่ลุ้นให้มาตั้งแต่ปีแรก ๆ เพราะเพลงของพวกเขาชอบถูกเอามาเปิดคั่นระหว่างเซ็ตอัพเวที ในที่สุดพวกเขาก็มาเล่นที่ประเทศของฉันให้เป็นที่ประจักษ์สักทีกับการเปิดตัวผ่าน Return To Centaurus ตามด้วยผลงานจากอัลบั้ม Phase และ Automatic จวบเพลงโยกย้ายส่ายสะโพกแบบ Musica ความ classy มีชั้นเชิงของพวกเขาที่ไม่ได้มาแค่คอนเทมโพรารี ฟิวชันแจ๊ส แต่ยังมีลูกโพรเกรสซิฟ พร้อมเมโลดี้ที่เรียบเรียงมาอย่างเนียนกริบ ชนิดเรียกว่าหูเคลือบทองกันเลยก็ว่าได้ และแน่นอนในเพลง The Magnificent Moon ก็บรรเลงออกมาได้สวยงามตามคาด นวดกันจนไม่อยากย้ายเวทีเลย

ขอรวบสามขุมพลังเบรกบีต ดีปเทคโน ฮาร์ดเทคโน ที่พากันมาระเบิดความมันกันที่ Boiler Room สำหรับ JIRUS ขาประจำ Never Normal คลับดังย่านลาดพร้าว วันนี้เขาเล่นแบบไฮบริด มาทั้งดิจิทัลทั้งไวนิล จัดเซ็ตแบบที่เราไม่ค่อยได้ฟังเขาเปิดที่ร้านเท่าไหร่ เพลงเบรก เพลงเบส และเซอร์ไพรส์พลังแตกแตนอีกมากมาย โดยเฉพาะกับเพลงสุดท้ายที่อยู่ดี ๆ  ก็เป็นเพลงฮาร์ดคอร์พังก์ ผสมดั๊บ ปรับอารมณ์ไม่ทันเลยทีเดียว ในขณะที่พี่ใหญ่จาก De Commune อย่าง Krit Morton ก็เสกแดนซ์ฟลอร์ให้มีบรรยากาศเท่ขรึมกับเพลงดีปเทคโน ค่อย ๆ นวดสร้างมู้ดไปก่อนจะไล่ไปที่เบรกเท่ ๆ มากด้วยรายละเอียด และไปสุดที่ความมันแตกแตนแบบที่วิ่งไปเขียนถึงอีกเวทีแล้ว ยังต้องแอบวิ่งกลับมาเต้นอีกสักนิด ทางด้านพี่สาว Mae Happyair ก็ไม่น้อยหน้ากัน การันตีด้วยชื่อ Non Non Non ที่เพลงทุบตึก เพลงฮาร์ดเทคโน เพลงเร็วแบบเต้นไม่ทันต้องเข้าแล้วนะ บรรดาแก๊งเพื่อนที่ซัพพอร์ตแต่ละดีเจก็พากันขึ้นไปเต้นด้านหลัง สร้างบรรยากาศคึกครื้นสุด ๆ

Otoboke Beaver ตัวแสบจากญี่ปุ่นที่หลายต่อหลายคนตั้งตารอจะมาดูความเพี้ยน ความเดือด ความคลั่งของพวกเธอทั้งสี่ เรียกได้ว่าไม่ผิดหวังจริง ๆ เพราะวงขนเอาเพลงจากอัลบั้มใหม่ Super Champon มาเล่นแทบทุกเพลง และยังหยิบเอางานจากชุดแรกมาเล่นด้วย แต่ที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือแม้ว่าเราจะแทบไม่รู้จักชื่อเพลง หรือบอกได้ว่าเพลงไหนเป็นเพลงไหน ทว่าความบันเทิงและความไม่คาดคิดมีมาได้ตลอดเวลา จากเพลงฮาร์ดคอร์เดือด ๆ  ที่ว้ากกันแบบระเบิดจะลง อยู่ดี ๆ ก็สลับไปเป็นเพลงป๊อปสุดโมเอ้ แล้วสลับไปร็อกกันอีกรอบ ไหนจะมีเมมเบอร์ที่โดนลงมาจากเวทีเพื่อคราวด์เซิร์ฟ กลิ้งหล่นกลิ้งหล่นบนฝูงชนอยู่ 5-6 ที พลังงานพวกเธอล้นเหลือมากจริง ๆ

วิ่งมาดู GA-PI ต่อที่เวทีสวรรค์ Boiler Room โปรเจกต์เดี่ยวของพี่แก็ป T-Bone ที่เขากำลัง dub พร้อมเสียงพิณสุดม่วน เรียกว่าทุกคนคือดำผุดดำว่ายอยู่ในคลื่นมนุษย์ไปตามจังหวะม่วน ๆ เลย แถมกลิ่นเขียวหึ่งทึ้งเต้นต์ พี่แก็ปก็จัด rasta reggae รัว ๆ จังหวะหนึบ ๆ ผสมโซโล่พิณไทยคลอไปด้วยทุกเพลง สลับกับ มิกซ์ tropical house มัน ๆ ลงไป ทุกคนก็เลื่อยกันรัว ๆ เจอพิณ reverb เขาไปตาแตกทันที แถมดันเข้ากับเซ็ตของพี่แก็ปสุด ๆ เห็นหนืด ๆ แบบนี้ แต่ทั้งหัวดำหัวทองคือไม่ออกจากเต้นต์ไปไหนเลย บางจังหวะก็ผสมกับเพลงแดนซ์ที่โดนจับ dub จนม่วนอยู่หมัดทุกเพลง บอกเลยว่ามีคนอยู่จนจบเซ็ตเยอะมาก แม้แต่พิธาเกือบนายกของประเทศไทยเองก็ยังติดใจโชว์ของพี่แก็ปเหมือนกัน

วิ่งกลับมาเวทีมโหฬารเพื่อดูโชว์ของ Zweed n’ Roll หนึ่งในวงไทยแถวหน้าของซีน การที่วงได้ช่วงเวลาไพรม์ไทม์แบบนี้ ก็ช่วยผลักดันให้วงเข้าถึงคนดูต่างชาติมากขึ้นด้วย ครึ่งแรกของโชว์นี้ intense สุด ๆ เน้นส่งอารมณ์อันรุนแรงผ่านดนตรีบันลาดร็อกอันคุกรุ่นในแบบของพวกเขาจากทั้งสองอัลบั้ม ขนมาหมดทั้ง Always เวอร์ชั่นดุดัน, Linger, Stars, ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ที่วงเองก็เล่นกันแน่นสุด ๆ เสียงร้องของพัดก็ทรงพลังสุด ๆ ทุกคนก็โยกหัวกันไปมาตลอดทั้งโชว์

ก่อนจะสลับอารมณ์ด้วยเพลงใหม่ ๆ ที่กลายมาเป็นร็อกย้อนยุคหน่อย ๆ ของวงอย่าง วางไว้ และ อาจเป็นฉัน ที่เป็นเพลงช้าที่เราชอบที่สุดตอนนี้ โดยเฉพาะ 28 ที่ได้ใจแฟน ๆ สุด กลิ่นร็อกแอนด์โรลข้นคลักกับจริตของเพลงที่พัดเก็บได้หมดทุกท่อน โดยเฉพาะท่อนประกาศรางวัลที่เท่มาก ก่อนพัดจะถอดเสื้อและหยิบกีตาร์โปร่งมาโชว์เพลง ช่วงเวลา ที่ทุกคนกรี๊ดตั้งแต่อินโทร ขับกล่อมทุกคนให้ผ่านคืนนี้ไปได้อย่างอบอุ่น

และหากเราไม่ได้ชมการแสดงสดของพวกเขาในครั้งนี้ก็ไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้ชมเป็นครั้งที่สองอีกเมื่อไหร่ สำหรับวงโพสต์ร็อกระดับตำนานอย่าง CASPIAN จากสหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าหนึ่งในไฮไลต์ประจำโชว์คือเพลง Sycamore ที่ใครหลายคนต่างไม่นึกไม่ฝันว่าวงจะหยิบมาเล่น ความพร้อมเพรียงทางเสียงดนตรีและจังหวะการหวดกลองเท่ ๆ ในช่วงเอาท์โทรที่ซิงโครไนซ์กันอย่างทรงพลัง เล่นเอาแฟนเพลงสายบรรเลงน้ำตาไหลพรากจนอาบขนาบสองแก้มกันเป็นแถบ โดยเฉพาะภาพตรงหน้ามันมีความซินิมาติกมาก ๆ ทั้งแสงไฟและควันสุดขมุกขมัวที่สาดส่องลงมาเหลือเพียงเงาของสมาชิกทั้ง 5 คน แถมด้วยคลื่นระลอกใหญ่ที่ส่งความถี่เสียงเป็นระยะจนตรึงเราไว้อย่างหนักแน่น ความรู้สึก ณ ตอนนั้นมันเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้เลย

ระหว่างพักรบจากดนตรีร็อก ทางเราขอแยกร่างมาดู Kamaal Williams มิวสิคโปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษที่มีดีกรีน่าสนใจไม่แพ้แก๊งดีเจจากเวทีใกล้เคียง ผู้เปลี่ยนบรรยากาศให้เหมือนอยู่ในมิวสิคคลับย่านลอนดอนเบา ๆ โชว์นี้พี่เขาติดสอยเพื่อนมาอีกสองท่านคือมือกลองและมือซินธิไซเซอร์ที่ช่วยเติมเต็มให้ไลฟ์เซ็ตดูกิ๊บเก๋ขึ้น ซึ่งอะไรจะดีไปกว่าเสียงซัดลูกกรูฟจากกลองชุด คลอจังหวะอิเล็กทรอนิกแจ่ม ๆ กับซาวด์สังเคราะห์ระยิบระยับอันผสมผสานแนวดนตรี jazz, funk และ brokenbeat ที่ชวนคนฟังเอนจอยได้ไม่ยากนัก แม้เพอร์ฟอร์มอาจแปลกตาไปบ้างจากสิ่งที่เรียกว่าไลฟ์แบนด์ แต่จังหวะจะโคนและจุดเชื่อมเพลงต่อเพลงต้องบอกว่าพวกเขาคิดมาดีแล้วจริง ๆ

Club Mascot B2B Winkieb คู่ดูโอ้ทุบตึกจาก You Said You Like Dancing และ RAZE ที่การันตีเพลงทุบตึก (industrial techno) วันนี้พวกเขาก็มาตามคำโฆษณาจริง ๆ เบสสะท้าน บีตสะเทือน เต้นกันแบบหูตาลาย ลำโพงช่วงนี้แอบมีดีเลย์เพราะรับความหนักของเพลงไม่ค่อยไหว (เพลงโหดจนลำโพงยังท้อ รับศึกหนักมาหลายคนแล้ว) คนเต้นก็เลยต้องย้ายตำแหน่งกันนิดเพื่อกันเสียงตีกัน แต่มู้ดโดยรวมก็คือม่วนมาก ๆ ถ้าใครมีตัวนับแคลอรีก็คิดว่าน่าจะเผาผลาญไปไม่น้อยเลย คู่หยุดโลกจริง ๆ ส่วน YOUNG MARCO ที่เล่นต่อก็ไม่น้อยหน้ากันเลย เรียงเซ็ตบิลด์กันดีมาก

ส่งท้ายวันแรกที่ Maholan Stage กันไปด้วยอีกสุดยอดวงที่ชาวเรารอคอย IDLES ตอนสี่ทุ่มครึ่ง เริ่มกันเลยกับ Colossus ที่ Joe Talbot ฟรอนต์แมนมาในลุกให้เฮดแบนด์คาดหัวซับเหงื่อ โชว์ควงไมค์กันตั้งแต่เพลงแรก ต่อด้วย Car Crash แบบเดือด ๆ กันไม่ให้พัก แล้วก็เป็น Mr. Motivator ก่อนจะบอกว่า เพลงนี้ขอมอบให้กับแม่ของเขาในเพลง Mother และเป็นเพลงใหม่ Meds ที่เบสสะใจอีกมาก ๆ เหมือนกัน แล้วใน I’m Scum เขาบอกให้ฝูงชนย่อตัวลงพร้อมกันแล้วโดดกันอย่างสุดเหวี่ยง ต่อด้วย Crawl! จากนั้นพวกเขาก็ประกาศจุดยืนของวงที่เป็น anti-government ต่อต้านรัฐบาลและฟาสซิสม์ เรียกเสียงเฮกันไปทั่วบริเวณก่อนจะเล่นเพลง Divide and Conquer แล้วช้าลงในเพลงโยก ๆ The Beachland Ballroom ฟีลแดดร็อกร้องคาราโอเกะ และกลับมาสนุกที่ The Wheel, A Hymn, War กับเพลงมัน ๆ ที่เขาขอมอบให้ Harvey เพื่อนของเขาใน Wizz, Never Fight a Man With a Perm จบเพลงนี้เขาก็ฝากสปีชซึ้ง ๆ ทิ้งท้ายกันไป บอกว่าขอบคุณที่ให้การต้อนรับพวกเขาที่มาเล่นตั้งไกล แต่ทุกคนทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนว่าที่นี่เป็นบ้าน เพลงอย่างโหดแต่พูดอย่างซึ้ง แล้วเล่น Danny Nedelko ก่อนจะจบโชว์ด้วยเพลง Rottweiler ฮือ ฟินมาก ยกให้เป็นหนึ่งในโชว์ที่ดีที่สุดของ Maho Rasop ปีนี้เลย ทรงพลังงงง เรียงเพลงดี เอเนอร์จี้ดีมาก

โชว์สุดท้ายของเวทีวิมานที่ทุกคนต่างหมดแรงนั่งกันอยู่หน้าเวที แต่พอเห็น Breakbot x IRFANE ขึ้นมาประจำบูธ ทุกคนก็เริ่มเดินไปรวมตัวกันหน้าเวที ก่อนที่ทั้งสองคนจะระเบิดบีทน่ารัก ๆ ใส่ทันทีด้วยซาวด์ nu-disco พร้อมแสงเสียงจัดเต็มแบบ ทันทีที่เพลงแรกมาทุกคนก็กรูกันเข้ามาโยกย้ายส่ายสะโพกกันยังกะลานแอโรบิก บรรยากาศคือชิลสุด ๆ จนเราย้ำเท้าซ้ายขวาไปพร้อมกับคนข้าง ๆ บางเพลงก็ดรอปด้วย house หนึบ ๆ ชวนโยกตาม ทุกคนก็เต้นกันแบบสู้ตายไม่กลัวอากาศอบอ้าวในงานเลย บนเวทีทั้งสองคนก็หนุบหนับ ๆ กันอยู่ในบูธ พร้อมปล่อยบีทสนุก ๆ ออกมาตลอดทั้งโชว์แบบไม่ให้พัก สลับกับชวนคนดูปรบมือเพื่อเอนเตอร์เทรนตัวเองไปด้วย

ตลอดโชว์คือแซมป์เพลงแดนซ์หรือพวก funk house พวกเพลงติ๊กต็อกอะไรก็โดนมิกซ์เหมือนกัน ขุดมาทุกท่าเพื่อให้เป็นชั่วโมงน่าประทับใจ ยิ่งดึกเพลงยิ่งซิ่งขึ้นเรื่อย ๆ บีทก็อัดแหลกไม่สนลูกใคร คนดูก็สู้กลับสุด ๆ เต้นกันไม่หยุด ท้าย ๆ โชว์เริ่มค่อย ๆ เป็น techno house ที่กะเอาตายขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทุกคนก็รอดมาได้จนจบงาน

แค่วันแรกก็เหมือนใช้พลังงานชีวิตของเดือนธันวาไปหมดแล้ว ทั้งเต้น ทั้งวิ่งไปให้ทันวงที่ชอบ บอกเลยว่าเหนื่อยสุด ๆ แต่บอกเลยว่าวันที่ 2 สุดกว่านี้อีก อดใจรอกันอีกนิด แล้วเจอกันในบทความวันที่สองจ้า

+ posts

อิ๊ก นักเขียนสายดนตรีที่เกือบจะต้องวางมือ แต่คงหนีไม่พ้นเพราะยังอยากพูดถึงวงและเพลงดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

+ posts

แบม นักเขียนน้องเล็กที่ชอบอ่านหนังสือและฟังเพลงในเวลาเดียวกัน อดีตเพจ Listenist

+ posts

ชอบไปคอนเสิร์ตเพราะเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ และยังชอบแนะนำวงดนตรีใหม่ ๆ ผ่านตัวอักษรตลอดเวลา

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy