หลังจากที่ VINI ดูโอ้ป็อปมากเสน่ห์ พา EP ล่าสุดของพวกเธออย่าง love chronicles ไประเบิดความสนุกถึงประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อย พร้อมเสียงตอบรับที่อบอุ่นเกินคาดจากแฟนเพลงต่างแดน วันนี้ทั้งสองคนจะมาเล่าเบื้องหลังการทำงานของ EP นี้ ที่ไม่ใช่แค่การรวมเพลงป็อปหลากรส แต่ยังสะท้อนการเติบโตทั้งในแง่แนวทางดนตรีและตัวตนของวง ด้วยความตั้งใจที่มากขึ้น โฟกัสที่ชัดขึ้น และการทดลองร่วมกับโปรดิวเซอร์หลากสไตล์
ทั้งฟ่งและปายก็อยากแชร์ประสบการณ์จากเวทีต่างประเทศที่กลายมาเป็นแรงผลักสำคัญ ผ่านเสียงหัวเราะ แรงบันดาลใจ และความเชื่อมั่นของศิลปินรุ่นใหม่ ที่ยังคงเดินทางไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในแบบของตัวเองผ่าน EP นี้ ใน Transmission ครั้งนี้กัน

สมาชิก VINI
ฟ่ง—ฑิตยา พิภพพรชัย (ร้อง,กีตาร์)
ปาย—รัทยา ผลเกิด (ร้อง, เบส)
เพิ่งไปทัวร์ญี่ปุ่นมากัน ทั้งสองคนรู้สึกยังไงบ้าง
ฟ่ง: รู้สึกว่าทั้งสองงานฟีดแบคดีมากเลย ทั้งในโมเมนต์นั้นเอง แล้วก็หลังจากกลับมาก็ยังได้รับฟีดแบคดีมาก ๆ อีก รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริง ๆ ค่ะ เพราะอย่างงานแรกก็ถือว่าเป็นงานใหญ่เลย จัดแบบทั้งเมืองเลยอะ ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนั้น ก็เลยรู้สึก grateful มาก ๆ ที่มีโอกาสได้ไปเล่น และยิ่งพอเห็นว่ามีวงอื่นจากต่างประเทศร่วมอยู่ในไลน์อัพด้วย ก็ยิ่งรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากค่ะ
ปาย: รู้สึกเลยว่ามีบางคนที่เคยดูเรารอบก่อน แล้วเค้ากลับมาดูอีก ก็รู้สึกว่าน่ารักดี เหมือนเรามีแฟน ๆ อยู่ที่นั่นด้วย เค้าตามรอดูเราจริง ๆ ก็เลยแอบดีใจเหมือนกัน
อย่างที่หลายคนเห็นว่า Rena Miyashita ก็แชร์เพลงจนเป็นไวรัล เห็นว่าได้ไปเจอเธอมาด้วย
ฟ่ง: คือตอนแรกก็ตกใจเลยค่ะ ตั้งแต่ตอนที่เขาลงเพลงของเรา ไปเจอเพลงเราได้ยังไงนะ แล้วก่อนที่เราจะไปถึงญี่ปุ่นก็ช็อกรอบสองเลย เพราะทีมงานฝั่งญี่ปุ่นเขาทักมาบอกว่า ขอแอบบอกนะว่า เรนะจะมาดูด้วยนะ ช็อค (หัวเราะ) แล้วพอเจอตัวจริงก็ยิ่งตกใจอีกคือเขาน่ารักมาก ๆ เราไม่ได้คิดเลยว่าเขาจะตั้งใจมาดูเราขนาดนี้เลย เพราะว่างานนั้นเหมือนวงเราก็เป็นวงหลักของงานเลยที่ Moon Romantic แล้วพอเจอเขาจริง ๆ เขาก็น่ารักมาก พยายามพูดภาษาญี่ปุ่นกับเราแล้วก็มีคนแปลให้ว่าเขาชอบเพลงเรามาก ๆ แล้วเขาก็ดูโชว์จนจบ แล้วก็บอกว่าชอบมาก เราก็ขอบคุณเขายกใหญ่เลย
ไม่ใช่แค่ที่ญี่ปุ่น COSMOS Session ของเราก็ยอดวิวสูงมาก ๆ คิดว่าเป็นเพราะอะไร
ฟ่ง: คิดว่าน่าจะเพราะว่าเรายังไม่มี live session ที่เป็นเหมือน live band ชัด ๆ ขนาดนั้นค่ะ แล้วพอเราเปลี่ยนแนวเพลงใน EP นี้ มันก็ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพลงก็ค่อนข้างป๊อปขึ้น แล้วภาพรวมก็ดูสนุกขึ้น เข้าถึงง่าย คนเลยอยากกดเข้ามาดู แล้วอีกอย่างนึงก็น่าจะเพราะทุกคนใส่เสื้อบอลด้วย เพราะในคอมเมนต์ก็พูดถึงเรื่องเสื้อบอลกันเยอะเหมือนกัน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าโอเค แปลว่า theme นี้น่าจะโดนใจคนดูค่ะ
พอเหลือสองคนแล้ว ต้องปรับวิธีการทำงานกันยังไงบ้างใน EP นี้
ฟ่ง: เหมือนด้วยความที่ฟ่งกับพี่ปายเคยแชร์ Playlist กันว่าชอบเพลงประมาณไหน มันก็เลยไม่ยากขนาดนั้นที่จะหาตรงกลาง เพราะบางเพลงมันก็เป็นเพลงที่เราทั้งคู่ชอบอยู่แล้ว เหมือนรสนิยมมันใกล้กันอยู่พอสมควร ก็เลยรู้สึกว่าทุกอย่างมันโฟลว์ขึ้น เพราะเราทำจากสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วค่ะ
พูดถึง EP love chronicles ให้ฟังหน่อยว่า มีที่มาที่ไปยังไง
ปาย: ถ้าพูดตามตรงเลยก็ไม่ได้มีที่มาที่ไปอะไรเยอะขนาดนั้นค่ะ คือก่อนหน้านี้เราทำเพลงมาประมาณ 2-3 เพลงแล้ว เพลงแรกคือ cyber love แล้วเพลงที่สองคือ anti love ทีนี้พอถึงเพลงที่สาม เราก็มานั่งคิดว่า เออ ทุกเพลงมันก็เลิฟหมดเลยแฮะ ชื่อเพลงก่อนหน้าก็ลงท้ายด้วยคำว่า ‘เลิฟ’ ทั้งคู่อีก เลยกลายเป็นว่าบังคับให้ชื่อเพลงต่อไปต้องมีคำว่า ‘เลิฟ’ แล้วแหละ แอบยากนิดนึงแต่ก็พยายามตั้งให้มันลงท้ายด้วย ‘เลิฟ’ ให้ได้ เพื่อให้มันดูเป็น EP ที่มีธีมชัด ๆ ค่ะ
แล้วในพาร์ทของดนตรีล่ะ เพราะถึงจะบอกว่าป็อปขึ้น แต่ทุกเพลงก็มีความป็อปที่แตกต่างกันอยู่
ปาย: เพราะว่าโปรดิวเซอร์แต่ละเพลงเป็นคนละคนด้วยค่ะ อย่างไลน์เบสอะไรพวกนี้ หนูก็คิดไอเดียไปเองบ้าง แต่โปรดิวเซอร์แต่ละคนก็จะช่วยเกลาช่วยแนะนำให้ หนูเลยรู้สึกว่าคาแรกเตอร์ของเพลงมันก็เลยแตกต่างกันตามแต่ละโปรดิวเซอร์ไปด้วยค่ะ เวลาเราทำงานกับใคร เราก็จะหาเรฟเฟอเรนซ์ที่น่าจะเข้ากับโปรดิวเซอร์คนนั้น
ฟ่ง: มี พี่บูม MAKARA, พี่จิน Salad, พี่หมอ FORD TRIO, พี่บิ๊ก Chucky Factory Land ด้วยความที่ตอนแรกเรายังไม่แน่ใจว่าเราอยากจะไปทางป๊อปแบบไหน เพราะเราก็ชอบป๊อปหลายสไตล์ แล้วแต่ละโปรดิวเซอร์ที่มาทำก็มีสไตล์ต่างกันไป มันเลยเหมือนกับว่าทุกคนช่วยกันขัด ช่วยขัดเกลาให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรา แล้วเราชอบแบบไหนจริง ๆ ค่ะ

แล้วทั้งสองคนชอบเพลงไหนที่สุด
ปาย: หนูชอบ lost love ของพี่บูมกับ cyber love ของพี่บิ๊กค่ะ ตอนขึ้นต้นเพลงทั้งสองเพลงมันมีดีเทลเล็ก ๆ ที่รู้สึกว่าใช่เลย ก็เลยรู้สึกชอบมาตั้งแต่ยังเป็นเดโม ก่อนจะเริ่มทำไปเรื่อย ๆ
หนูเองก็ชอบ 4am love เหมือนกันค่ะ เพลงนี้ขึ้นต้นด้วยอะไรที่ค่อนข้างพิเศษ คือพี่หมอกับหนูก็นั่งเขียนเพลงกัน แล้วพี่หมอที่เป็นมือเบสอยู่แล้ว เขาก็อยากให้เราลองเริ่มจากสิ่งที่เราเล่นจริง ๆ เลย แบบว่า ไม่ต้องคิดเยอะนะ ชอบอะไรก็เล่นเลย ซึ่งปกติหนูจะไม่ค่อยขึ้นเพลงโดยไม่มีเมโลดี้เลยนะคะ แต่นี่คือขึ้นไลน์มาแบบไม่มีเมโลดี้เลยจริง ๆ นึกอะไรออกก็เล่นออกมาเลย แล้วพี่หมอก็ช่วยเกลา ช่วยต่อยอดให้ จนสุดท้ายมันก็กลายเป็นเพลงแบบที่ได้ฟังกันนี่แหละค่ะ
แล้วตอนที่นั่งทําเพลงกันอยู่แล้วพี่ Nike Polo เดินเข้ามา เราก็เหมือนเปิดไปว่ายังมีท่อนว่าง ๆ อยู่แล้วก็หันถามว่าพี่นิ้กกี้ลองมั้ย แล้วเขาก็ฮัม ๆ ออกมาแล้วมันก็มาเลย (หัวเราะ) ถ้าให้แร็พมันจะเป็นแบบนี้นะ แล้วพวกเราก็โอเคค่ะ (หัวเราะ)
ฟ่ง: อันดับหนึ่ง ฟ่งก็ยังให้ lost love เหมือนกันค่ะ ชอบการเล่าเรื่องในเพลงนี้ ชอบตรงที่ตอนเขียนวางโครงเรื่องไว้เล่าเป็นฉาก ๆ เป็นตอน ๆ มันมีภาพชัดดี ส่วนถ้ารองลงมา ก็คงชอบ anti love กับ 4am love ที่พี่หมอทำพอ ๆ กัน แต่ว่าถ้า anti love ชอบเพราะภาพรวมของเพลงมันดีมาก ส่วน 4am love ชอบเพราะมีพี่ Nike Polo มา feat. ด้วย
ด้วยความที่เฉดป็อปของเราหลากหลายมาก ตอนทำโชว์เราต้องทําการบ้านเยอะขนาดไหน
ปาย: เหมือนตอนทำ EP เราคิดไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าเล่นสดมันจะออกมาเป็นยังไง เพราะเราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าไลฟ์โชว์จะต้องมีมือกีตาร์ มีมือกลองครบแบบเป็นไลฟ์แบรนด์จริง ๆ เราก็เลยวางโครงไว้ตั้งแต่ตอนทำเพลงเลยว่า ถ้าเล่นสดจะออกมาแบบไหน พาร์ตดนตรีเลยไม่ได้ยากมาก เพราะคิดเผื่อไว้แล้วตั้งแต่แรก
แต่ส่วนที่รู้สึกว่ายากหน่อยก็คือพวกเพลงเก่า ๆ เพลงที่เน้น emotional detail หรือมีรายละเอียดเยอะ ๆ พอเอาเพลงแบบนี้มาเล่นสดในโชว์จริง มันก็แอบคิดเยอะเหมือนกันว่าจะถ่ายทอดยังไงให้ออกมาได้ดีค่ะ ตอนอยู่ญี่ปุ่นเราก็ต้องเล่นทุกเพลงเลย เพราะเขาให้เราเล่นหนึ่งชั่วโมง ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีค่ะ
เรากังวลมั้ย ที่แฟนเพลงบางคนยังมองว่าเราเป็นไอดอลอยู่
ปาย: ไม่ได้รู้สึกติดอะไรขนาดนั้นนะคะ เพราะถ้าเป็นคนที่ตามเราจริง ๆ หรือรู้จักเราจริง ๆ เค้าก็จะรู้ว่าไลฟ์สไตล์เรามันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว คือไม่ได้มีภาพว่าเราจะต้องเป็นแบบไอดอลอะไรขนาดนั้นเลยค่ะ

VINI ทำมาแล้ว 3-4 ปี แต่ก็ดูมีโอกาสได้ไปต่างประเทศมากกว่าวงในรุ่นเดียวกัน การได้ไปเล่นต่างประเทศในฐานะศิลปินรุ่นใหม่มันมีอะไรท้าทายที่อยากแชร์กับเพื่อน ๆ บ้าง
ฟ่ง: อย่างตอนที่ได้ไปญี่ปุ่นครั้งที่สอง สิ่งที่เราเรียนรู้ได้ก็คือ ครั้งแรกมันเหมือนเป็นการตั้งบาร์ให้ตัวเองไว้ระดับหนึ่ง แล้วครั้งต่อมาก็รู้สึกเลยว่า เราต้องทำให้บาร์ของตัวเองสูงขึ้นกว่าเดิม เพราะการได้ไปต่างประเทศคือโอกาสที่ไม่ได้มาง่าย ๆ เลย ทุกคนก็รู้ เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราได้มาแล้ว เราก็ต้องทำให้เต็มที่ ทำให้มันมีผลต่อได้อีกต่อหนึ่ง
พอคิดแบบนี้ หนูก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว มันจะไม่มีอะไรให้เสียดาย ไม่ว่าจะออกมายังไงก็ตาม เพราะเราได้พยายามแล้ว ทำให้ดีที่สุดแล้ว และสิ่งสำคัญคือ เราต้องเชื่อแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ
ปาย: พอเป็นวงรุ่นใหม่ มันก็ตื่นเต้นอยู่แล้วแหละที่ได้มีโอกาสไปเล่นที่ต่างประเทศ มันดีใจมากจริง ๆ ที่วงเราได้ไป แต่สำหรับตัวเรารู้สึกว่าเราได้โอกาสนี้แล้ว ก็ทำให้ดีที่สุดก็พอ ทุ่มเทให้เต็มที่กับโชว์ตรงนั้นเลย ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะมากเกินไป ก็ enjoy กับมันให้เต็มที่ พอไม่มีโชว์ก็ถือโอกาสใช้เวลาว่างเที่ยวเลยค่ะ (หัวเราะ)
มีคำแนะนำอะไรในฐานะที่วงได้โอกาสไปต่างประเทศมาแล้วบ้าง
ฟ่ง: เดี๋ยวนี้มันพูดไม่ได้แล้วว่า “จะเป็นศิลปินได้ต้องทำเพลงแค่แนวนี้เท่านั้น” เพราะทุกวันนี้ เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ ขอแค่เป็นสิ่งที่เรารู้สึกเอ็นจอยจริง ๆ แล้วถ้าเราทำมันให้เต็มที่ เดี๋ยวโอกาสมันก็ตามมาเอง สิ่งสำคัญคือเราต้องอึด ต้องไม่ท้อไปก่อน สุดท้ายแล้ว เราแค่ต้องแข่งกับตัวเอง ทำให้ดีขึ้นจากตัวเราเมื่อวาน แค่นั้นก็พอแล้วค่ะ
เป้าหมายต่อไปของ VINI
ฟ่ง: อยากให้เพลงของเราเป็นเหมือนสื่อกลางที่สามารถส่งต่อความรู้สึกไปถึงคนได้เยอะ ๆ ฟ่งมองว่าเพลงมันสามารถไปถึงใครก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกเลยค่ะ
ฝากอะไรถึงคนที่ยังไม่ได้ฟัง EP love chronicles หน่อย
ฟ่ง: ถ้าใครยังไม่ได้ฟังก็อยากชวนให้ลองไปฟังกันดูนะคะ เพราะว่าใน EP นี้มีทั้งหลากหลายแนว หลากหลายเรื่องราว แล้วก็มาจากหลากหลายมุมมองเลย ถ้าใครฟังแล้วชอบเพลงไหนเป็นพิเศษก็มาบอกกันได้นะคะ อยากให้ทุกคนลองฟังจริง ๆ เพราะแต่ละเพลงมันมีรสชาติไม่เหมือนกันเลย เผื่อว่าทุกคนจะได้เจอเพลงโปรดเพลงใหม่ของตัวเอง แล้วเราก็จะดีใจมากเลยค่ะ
ปาย: ฝากด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)


ชอบไปคอนเสิร์ตเพราะเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ และยังชอบแนะนำวงดนตรีใหม่ ๆ ผ่านตัวอักษรตลอดเวลา