Sampha ‘Lahai’ Album Review

by Montipa Virojpan
331 views

Sampha ‘Lahai’ Sisay คือศิลปินอาร์แอนด์บี โซล อิเล็กทรอนิกจากอังกฤษ ที่อัลบั้ม ‘Process’ ในปี 2017 ของเขาคว้ารางวัล Album of the Year จาก Mercury Prize มาแล้ว และยังได้เข้าชิงในอีกหลายเวทีระดับโลก จากงานชุดก่อนที่พูดถึงการขวนขวายหาที่ยืนให้ตัวเองในโลกอันเศร้าและขมขื่นใบนี้ ปีนี้เขากลับมาพร้อมกับอัลบั้มเต็มชุดที่สองที่เป็นเหมือนการเดินทางบทใหม่สู่โลกเหนือจินตนาการ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการมองย้อนกลับเข้ามาสำรวจตัวตนอย่างลึกล้ำที่สุดที่เขาเคยทำมา โดยชื่ออัลบั้ม ‘Lahai’ ก็เป็นชื่อกลางของเขาเอง

Lahai

ในชุดนี้เขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ว่าแต่ละสิ่งอันในชีวิต ทั้งผู้คน เวลา สถานที่ ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลซึ่งกันและกันไม่ทางใดทางหนึ่ง ทั้งในทางกายภาพที่สามารถรับรู้ มองเห็น และในทางจิตวิญญาณที่อยู่นอกเหนือกายเนื้อของเราจะสัมผัสได้ โดยสอดแทรกเรื่องราวสัจนิยมมหัศจรรย์อย่างเช่นการบินได้ การมีอยู่ของเครื่องย้อนเวลา การสะกดจิต ฯลฯ โดยเอามาตีความเป็นซาวด์ที่ให้ความรู้สึกถึง futuristic มาผสมเข้ากับรากของวัฒนธรรมแอฟริกัน เราจะได้ยินเสียงสังเคราะห์และเครื่องดนตรีอะคูสติกอยู่ควบคู่กันไปตลอด

อนึ่ง ชื่อของเขาเป็นที่คุ้นเคยอย่างดีในการเป็นโปรดิวเซอร์ที่ร่วมงานกับศิลปินฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีชั้นนำมากมายทั้ง Kendrick Lamar, Drake, Frank Ocean, Stormzy, Solange ไปจนถึง Alicia Keys และในอัลบั้มชุดใหม่ของเขาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะมีหลากศิลปินรวมถึง Yaeji และ Yussef Dayes ร่วมสร้างสรรค์เช่นกัน

อ่านต่อ Sampha สำรวจโลกเหนือจริงผ่านซาวด์ล้ำในอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ‘Lahai’

Stereo Colour Cloud (Shaman’s Dream)

อัลบั้มเปิดมาด้วยเพลงที่ให้บรรยากาศไซไฟ เสียงเปียโนเร้า ๆ อย่างที่เราได้ยินในเพลงคลาสสิก ถูกสอดประสานรับด้วยเสียงสแนร์ที่เล่นออกมาแบบบีตในเพลงดรัมแอนด์เบส จากนั้นเสียงเปียโนเดิมก็เปลี่ยนเป็นเสียงคีย์บอร์ดไฟฟ้า พร้อมด้วยเบสหนัก กับเอเลเมนต์อื่น ๆ ทำให้เพลงมีความอิเล็กทรอนิกมากขึ้น คล้ายกับว่าเขาตั้งใจตีความสิ่งที่เราได้ยินให้สอดรับกับเนื้อหาที่เขากำลังพูดถึง Sampha หยิบยกเรื่องที่พื้นฐานที่สุดของมนุษย์อย่างเช่น ชีวิต เวลา ความรัก มาเล่าในมุมที่น่าสนใจว่า ทั้งที่เราอยู่กับมันตลอดเวลา แต่สิ่งเหล่านี้เป็นปริศนาของโลกที่บางครั้งเราไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบาย หรือหาคำตอบในบางข้อสงสัยเกี่ยวกับมันได้เลย นอกจากนี้ยังมีเรื่องการบินได้ ความฝัน และสิ่งเหนือจริงอื่น ๆ ทำให้เรายิ่งสนุกที่ได้ฟังเขาเล่าเรื่องต่าง ๆ ผ่านเพลงนี้ เหมือนเป็นการทำให้โลกแห่งความเป็นจริงและโลกแฟนตาซีผสานรวมเข้าหากัน

Spirit 2.0 

เพลงโปรโมตอัลบั้มที่เปิดมาด้วยซาวด์ซินธ์ฟุ้ง ๆ ที่เล่นออกมาฟังดูคล้าย guitar picking เขายังคงสไตล์การร้องในแบบอาร์แอนด์บีแต่ใส่เอเลเมนต์ที่คาดไม่ถึงเข้าไปมากมาย อย่างการเข้าท่อนเวิร์สแรกก็มีเสียงเครื่องสายที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิก ราวกับเรากำลังอยู่ในวงออเคสตร้าที่เครื่องดนตรีทุกชิ้นใช้ไฟฟ้า เขายังคงหยิบซาวด์กลองและเครื่องสายอะคูสติกจริง ๆ อย่างไวโอลินและกีตาร์มาเพิ่มมิติที่น่าสนใจในเพลง ก่อนจะถึงท่อนบริดจ์ที่เขาไล่ไดนามิกอารมณ์ได้เหมือนอยู่ในฉากไคลแม็กซ์ของหนัง เสียงประสานด้านหลังยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพลงนี้ในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน เพราะเขาพูดถึงเรื่องที่ไม่สามารถจับต้องได้ในโลกจริง อีกทั้งเสียงร้องภาษาเกาหลีของ Yaeji ที่สวนขึ้นมาในตอนท้ายยิ่งทำให้เพลงนี้มีความ ethereal ขึ้นกว่าเดิม

Dancing Circles 

เขายังคงความเป็นดนตรีออเคสตร้าแบบร่วมสมัยไว้ต่อเนื่องในเพลงนี้ โดยพูดถึงโมเมนต์ของการเต้นรำกับคนรัก ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนั้นถูกบรรยายออกมาโดยละเอียด เขาบรรยายทำให้เราเห็นเป็นฉากเต้นรำเอาต์ดอร์ บทสนทนาเกี่ยวกับชีวิต ลูก ๆ การเมือง และเรื่องอื่น ๆ ก่อนที่จะพูดถึงความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน พวกเขาประสานมือ และโอบกอดกันขณะกำลังโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง พอเนื้อเพลงของเขาพูดถึง ‘กรูฟและเสียงสะท้อน’ ก็มีเสียงประสานผู้หญิงสวนแอดลิบขึ้นมา ถือว่าเก็บดีเทลในการสร้างมู้ดในท่อนต่าง ๆ ของเพลงได้ดีมาก แล้วท่อนพีคของเพลงก็ขยับให้อัปบีตยิ่งขึ้น เป็นเพลงสุดโรแมนติกที่น่าเต้นตามแบบสุด ๆ 

Suspended 

ในเพลงนี้เขาเน้นไลน์ร้องประสานของตัวเองและเสียงเปียโน คราวนี้เป็นช่วงที่เขาพูดถึงการลอยได้ บินได้ ความรู้สึกที่ลอยขึ้นมาจากพื้น มีช่วงที่แร็ปไว ๆ ราวกับกำลังสับสน แต่เมื่อบีตกรูฟแทรกเข้ามาก็เหมือนทุกอย่างคลี่คลาย แล้วก็เฉลยว่าสิ่งที่ทำให้เขาลอยได้คือความรัก ชอบการไล่มู้ดในเพลงให้ดูลึกลับ ให้คนฟังต้องเดาตาม แล้วมาเฉลยในท่อนพีคแบบนี้ เหมือนกำลังฟังนิทานอยู่ไม่มีผิด

Satellite Business

เป็นแทร็คสั้น ๆ ที่เข้มข้น เสียงซินธ์ถูกทำให้เหมือนสัญญาณรับส่งของยาน จานดาวเทียม การสื่อสารในอวกาศ ส่งผ่านกลับมายังโลก

Jonathan L. Seagull

เมโลดี้เพลงนี้เพราะมาก เสียงร้องประสานรับส่งกับเปียโนได้งดงาม ในหลายต่อหลายเพลงเขาพูดเรื่องการบินได้หรือลอยได้ ในเพลงนี้เขาเลยหยิบเรื่องในหนังสือ ‘Jonathan Livingston Seagul’ มาตีความ ในโลกเหนือจริงของเขา มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับนกที่สนุกกับการบินมากกว่าที่ต้องการจะรู้ว่าปลายทางจะนำมันไปสู่ที่ไหน ซินธ์เบสในเพลงนี้โอบอุ้มอยู่ด้านหลัง ก่อนจะส่งเข้าท่อนที่เครื่องดนตรีทุกชิ้นสอดประสานเข้ามาพร้อมกัน บีตเท่และฟังดูสว่างไสวนี้ยิ่งทำให้รู้สึกได้ถึงความเบาสบายขณะลอยละล่องอยู่ในอากาศ เมื่อพาร์ตดนตรีคลี่คลายจนเหลือเพียงเสียงกีตาร์โปร่งและเสียงร้องผู้หญิง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและชวนฝันสุด ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ มีไลน์ประสานเสียงอื่น ๆ กลับมาเหมือนตอนแรก เป็น outro ที่บรรจบรับกับ intro ได้อย่างแนบสนิท

Inclination Compass (Tenderness)

โบยบินกันต่อไปในเพลงนีโอโซลสุดกรูฟแทร็คนี้ พูดถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มมีรสขม ความเหนื่อยหน่ายในทุกวันที่ต้องเผชิญจากโลกภายนอก ทำให้เขาโหยหาความหวานชื่นนั้นอีกครั้ง เลยเทียบเคียงกับการอยากชวนกันบินจากที่อันหนาวเหน็บไปสู่ชั้นบรรยากาศอันอบอุ่น เสียงหวีดหวิวในเพลงนี้สร้างความน่าสนใจอย่างมากให้กับเพลงที่รายละเอียดไม่เยอะเพลงนี้

Sampha

Only 

ซิงเกิ้ลโปรโมตเพลงที่สองที่มีมิวสิกวิดิโอปล่อยออกมาด้วย เป็นเพลงอาร์แอนด์บีแบบที่ไม่ฉีกไปจากงานชุดแรกของเขาเท่าใดนัก แต่เมื่อเข้าท่อนฮุกก็มีเลเยอร์ของเบสหวดลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว ชอบการตัดฉับในท้ายเพลงมาก

Time Piece 

Interlude สั้น ๆ เหมือนเป็นชิ้นส่วนของเวลาตามชื่อแทร็ค ที่มีเพียงเสียงผู้หญิงพูดซ้ำ ๆ เป็นภาษาฝรั่งเศส ยิ่งสร้างความน่าพิศวงให้กับบรรยากาศในอัลบั้มขึ้นอีก เหมือนเป็นช่วงเปลี่ยนจากหัวข้อการบินได้ไปสู่การพูดถึงเวลา ซึ่งประโยคนี้จะไปปรากฏอีกครั้งในเพลงถัดไป

Can’t Go Back 

เพลงกลิ่นเทคโนผสมแอมเบียนต์ มีการไล่มู้ดของเพลงตามเรื่องที่เล่า บีตกลองที่สลับกลับมาเป็นคล้าย ๆ การเล่นบอสซาโนว่าในจังหวะที่เร็วขึ้น แล้วท่อนต่อไปเขาจับเราโยนเข้าดรัมแอนด์เบสฟุ้ง ๆ เป็นอะไรที่เท่มาก นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการตระหนักรู้ตนเอง ที่นำมาเล่นกับเรื่องเวลาโดยมีท่อนที่พูดถึงไทม์แมชชีน และมีท่อนที่ร้องว่า ‘Don’t go back’ วนอยู่ตลอดครึ่งเพลง คือเขาสามารถจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ได้แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ 

เขาเล่าว่าตัวเองได้เดินทางผ่านเรื่องต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ต้องสู้กับเสียงในหัวของตัวเอง เสียงค้านของคนอื่น ที่เกิดจากความกลัวซึ่งสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคืออนาคตที่ไม่แน่นอน และแม้ตอนนี้มันจะดีมาก ๆ แล้วที่เขาได้มีลูกสาวที่เป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าราวกับสวรรค์ส่งมา แต่เขายังไม่สิ้นความสงสัยในตัวเองว่าเขาสมควรได้รับสิ่งนี้แล้วหรือยัง จนมีเสียงผู้หญิงที่พูดในช่วงบริดจ์พูดว่านี่คือสิ่งที่เขาตามหามาโดยตลอด และตอนนี้เขาพบแล้ว เขาสัมผัสมันได้ เสียงนี้อาจไม่ใช่เสียงคนรัก แต่เป็น higher self ของเขาเองที่ในที่สุดก็ได้เกิด transformation และมาอยู่ในจุดที่เขาเป็นตัวเองที่สุด ทำให้เขาไม่สามารถกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก ฟังดูอาจจะงง ๆ ถ้าให้เริ่มอธิบายเรื่องนี้ก็จะใช้เวลาประมาณนึง ใครที่สนใจแนะนำให้ลองหาหัวข้อ spiritual awakening อ่านต่อกันนอกรอบ

Evidence 

แอมเบียนต์ล่องลอยในต้นเพลงถ่ายทอดอารมณ์และความหมายของเพลงได้ดีมาก เดาว่าเขาน่าจะพูดถึงลูกสาวที่เพิ่งลืมตาดูโลกของเขา ว่านี่คือหลักฐานที่เป็นเครื่องพิสูจน์ทุกสิ่งที่เขาตามหามาตลอดชีวิต 

Wave Therapy 

เชื่อมเข้าสู่บทต่อไปของนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซีเรื่องนี้ด้วยเสียงเครื่องสาย และโยงเข้าอินโทรของ…

What If You Hypnotized Me? (Feat. Léa Sen)

เมโลดี้เปียโนสุดหวานในเพลงนี้เป็นทำนองหลักที่บรรเลงไปตลอดทั้งเพลง เนื้อเพลงเหมือนเป็น reality check ว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมันจริงหรือเปล่าวะ นี่โดนสะกดจิตอยู่หรือเปล่า แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงดนตรีในเพลงนี้ สาย jungle, dnb ยังไงก็ต้องลุกขึ้นเต้น แล้วเมโลดี้ร้องท่อนฮุกเขาดีไซน์มาได้เพราะมาก มีท่อนที่คล้ายเปียโนติดลูป เข้าท่อนบริดจ์ที่ Léa Sen ร้องโต้ตอบกลับมา กับเสียงซินธ์ท้ายเพลงชวนเวียนเกล้าคล้ายโดนสะกดจิตจริง ๆ 

Rose Tint 

ชวนนึกถึงเพลง built mode ใน The Sims 2 คือผ่อนจิตและเพราะมาก แล้วไหนจะมีเสียงคล้ายเครื่อง 8 bit กับสัญญาณอนาล็อกโผล่เข้ามา ฟังดูเหมือนหลุดไปในโลกเกมพวก Pac-Man, Famicom แล้วเรียบร้อย จากนั้นก็มีเบสบรรเลงสวนขึ้นมาพร้อม ๆ กับคีย์บอร์ดนุ่ม ๆ ที่เล่นคลอ เนื้อหาฟังดูเหมือนกระแสสำนึก เป็นชิ้นส่วนภาพคอลลาจที่เอามาปะติดปะต่อกัน จนกลายเป็นภาพที่มีทุกคนที่เคยอยู่ในชีวิตมารวมตัวกันพร้อมหน้า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาโหยหาตลอดมา มันดูสวยงามราวกับเลนส์ที่มองนั้นฉาบด้วยสีชมพูกุหลาบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เขามีคนในโลกจริงที่ต้องการเขาอยู่ เขาไม่สามารถติดอยู่ที่นี่ได้นาน หมดเวลาแวะมาทักทายความทรงจำ แต่ถ้าวันไหนเหนื่อยหน่ายก็อาจจะวนกลับมาหาใหม่เพื่อเติมพลัง

ล่าสุด เขาได้ปล่อยภาพยนตร์สั้นประกอบการปล่อยอัลบั้มใหม่ออกมาให้รับชมกันในชื่อ ‘LAHAI: Time Travels Memories’ กำกับโดย Caleb Femi และตัวเขาเอง

เป็น 14 แทร็คที่ฟังสนุก เหมือนกำลังดูหนังอยู่เรื่องนึงจริง ๆ เพราะแต่ละเพลงของเขาได้ใช้เสียงเล่าเรื่องสื่ออารมณ์ออกมาจนเรามองเห็นภาพเป็นฉาก ๆ อยากให้ลองฟังกันดูใน ‘Lahai’ จาก Sampha พร้อมให้ฟังแล้วในทุกสตรีมมิง

อ่านต่อ Sampha สำรวจโลกเหนือจริงผ่านซาวด์ล้ำในอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ‘Lahai’

+ posts

อิ๊ก นักเขียนสายดนตรีที่เกือบจะต้องวางมือ แต่คงหนีไม่พ้นเพราะยังอยากพูดถึงวงและเพลงดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy