‘TWIMC’ จดหมายเปิดผนึกถึงใครคนนั้นจาก thaimilktea

by Montipa Virojpan
337 views
thaimilktea TWIMC YEEZA interview

หลังจากอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพื่อน ๆ ร่วมก๊วน YEEZAA มาหลายปี ตอนนี้ก็ได้เวลาของ ยิ้ม—ประวิทย์ ฮันสเตน โปรดิวเซอร์หัวเรี่ยวหัวแรงที่ได้ฤกษ์ปล่อยผลงานของตัวเองภายใต้ชื่อ thaimilktea สักที ซึ่งก่อนหน้านี้ชื่อของเขาก็ไปอยู่ในสองเพลงจากอัลบั้มเต็มของ Daynim ดังนั้นแล้วเขาก็เลยชวนนักร้องนำอย่าง เพลง—วัศยา ตรรกไพจิตร มาร่วมโปรเจกต์ ‘TWIMC’ กับ EP 5 เพลงที่เป็นเหมือนจดหมายรักเปิดผนึกถึงอดีตรสหวานปนขมที่ทำให้พวกเขาได้กลายมาเป็นตัวเองในทุกวันนี้

เพลง และ ยิ้ม thaimilktea

ทำไมใช้ชื่อว่า thaimilktea

ยิ้ม: ชื่อนี้มานานมาก ๆ แล้วตั้งแต่อยู่วงเก่า เหมือนคุยกับเพื่อนสนิทแล้วโดนบิลด์ว่ามึงชอบเพลงหลายแบบ น่าจะทำงานเดี่ยวนะ แล้วก็มีคนประธานชื่อมาให้ว่าเป็นชื่อ thaimilktea ไหมล่ะ เพราะตอนนั้นก็เป็นช่วงเลิกกาแฟแล้วกินแต่ชาเย็นทุกวันเลย (หัวเราะ)

มาร่วมงานกันได้ยังไง

ยิ้ม: โดนเพลงบิลด์ตั้งแต่ตอนที่ทำอัลบั้มของ Daynim แล้วแหละว่าควรทำงานของตัวเองบ้างนะ แล้วก็ทำแบบ spontaneous เลย ไม่ต้อง OCD ไม่ต้องคิดเยอะ แล้วเราก็เหมือนโดนฝังข้อมูลนี้บ่อยมาก จนมันมีจังหวะแก๊ปนึง …ช่วงสงกรานต์รึเปล่าวะเพลง

เพลง: ใช่ เหมือนเพลงคุยกับพี่ยิ้มแหละว่าจะทำเมื่อไหร่ มีเวลาแค่ไหนที่จะพอทำซัก EP นึง 4-5 เพลง คิดว่ากี่วีคเสร็จ จำได้ว่าตอนนั้นพี่พูดว่า 3 วีค เราก็แบบ ‘เชี่ย… ไม่กดดันเลยยยย’ แต่แล้วก็ทำได้จริง (หัวเราะ)

ยิ้ม: เอาจริงไอเพลงมันบิลด์ยาวข้ามปีมาแล้วอะ แล้วพอมาเป็นช่วงสงกรานต์ ก็เป็นช่วงว่างที่ทุกคนในค่ายเบรกกันหมด นี่ก็อยู่คนเดียว ไฮเปอร์ หาอะไรทำ เลยคุยกับเพลง คุยไปคุยมา ด้วยคิวนู่นนั่นนี่จาก 3 วึคก็เหลือ 10 วัน แบบ ก็เอาเหอะ ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำตอนไหน จังหวะมาบรรจบพอดีด้วย ก็เลยเป็นที่มาของสิ่งนี้

ทั้งที่ก็ชอบหลายแนว ทำไมถึงเลือกทำเพลงฟังสบาย

ยิ้ม: ส่วนผสมมันมาจากการทำงานกับน้องเพลงด้วยแหละ ตอนนั้นทำเสร็จก็คุยกันอยู่ว่าถ้ากูไม่ได้ทำกับมึง กูคงไม่ได้ทำสไตล์นี้ล่ะมั้ง… จริง ๆ มันมาจากคอนเซ็ปต์อัลบั้มก่อนเลยแหละ เรากับเพลงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำแนวไหน เพราะต่างคนต่างก็ชอบหลายสไตล์มาก แล้วก็ไม่อยากตัดกรอบ คุยไปคุยมาเพลงบอก เอ้ย พี่ มีเพลงนึงที่เพลงเขียนไว้นะ แล้วช่วงที่เริ่มทำก่อน 10 วันนี้ เราจะทวนทุกอย่างก่อน เอา text นั้นมาอ่าน พอดูแล้วรู้สึกว่า เออว่ะ หรือว่าเราทำคอนเซ็ปต์อัลบั้มนี้จากสิ่งที่เราเจอและเรารู้สึกในช่วงก่อนหน้านี้ทั้งหมดไหม ก่อนที่จะไปคิดว่าจะทำแนวเพลงอะไร แล้วไหน ๆ เพลงเขียนในมุมมองของแมนดี้แล้ว เพลงอื่น ๆ ใน EP เรา เราลองเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราทั้งสองคน ในแง่ว่าเป็นการที่เราพยายามเข้าใจเขา ในมุมมองที่เขามองเรา แล้วก็คิดว่าจะพูดยังไงให้ bias น้อยที่สุดและจริงใจ ตรงไปตรงมา ให้อีกฝ่ายเขาไม่ได้รู้สึกว่าเราอคติเขาขนาดนั้น ว่าเรา appreciate กับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หวยเลยไปตกที่แนวนี้ ตั้งพื้นฐานมาจากแนวโฟล์กเหล่านี้ละกัน

เพลง และ ยิ้ม thaimilktea

ที่มาของชื่อ ‘TWIMC’

เพลง: เหมือนวันนึงพี่ยิ้มโทรมาคุยกับเพลงเรื่องชื่อ EP ว่าจะเป็นอะไรดีนะ แล้วพี่ยิ้มก็ไปรีเสิร์ชเจอตัวย่อนี้มา แล้วความตลกคือเพลงถามว่า มาจากอะไร ‘The Way It May Cause’ หรอ (หัวเราะ) แล้วพี่ก็บอกว่า ไม่ใช่

ยิ้ม: เราก็รู้สึกว่า มันเป็น reflection ดีนะ คือมันจะเป็น ‘To Whom It May Concern’ หรือ ‘The Way It May Cause’ ก็ได้ ตรงกับเนื้อหาที่เราจะเขียนทั้งหมด ทั้ง 5 เพลง

เพลง: เหมือนพอเราเขียนงานในมุมมองของคนอื่น มันก็คือการตีความของเราอยู่ดี แล้วเพลงก็รู้สึกว่า ‘เชี่ยเอ๊ย ถ้างานออกไปมันจะเกิดผลอะไรบ้างวะ’ หมายถึงว่าคนฟังจะรู้สึกแย่ไหม เพลงคิดอย่างนี้เยอะก็เลยไปตีความตัวย่อนั้นเป็นแบบนั้น (ยิ้ม: เหมือนเขียนจดหมาย แต่เป็นจดหมายที่ไม่ private อะ) ไม่ private และก็เป็นในแง่มุมของคนอื่นที่มองเราอีก ก็คือซับซ้อนไปอีก

YEEZAA จริง ๆ ก็มีความเป็นสนามเด็กเล่นที่ชวนเพื่อน ๆ มาสนุก มาลองทำอะไรใหม่ ๆ กัน อยากรู้ว่าใน EP นี้เป็นแบบนั้นด้วยไหม แล้วทำไมถึงเลือกคนเหล่านี้มาร่วมงาน

ยิ้ม: อาจจะเริ่มมาจากจุดเริ่มต้นของ YEEZAA ที่เราเป็นแก๊งเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทกันมากแล้วรวมตัวกันทำอะไรอย่างนึง แล้วพอคนใดคนนึงอยากจะทำโปรเจกต์อันนึงขึ้นมา ทุกคนก็จะเฮโลมาอะไรก็ไม่รู้อะ แบบ งเฮ้ย พี่เดี๋ยวผมตีให้’ ‘เดี๋ยวผมเล่นอันนี้’ เอาคนนู้นคนนี้มา เป็นลักษณะอย่างนั้น ที่เราเลือกนัท neptember กับ เฟิร์ส Dogwhine มา เพราะช่วง 10 วันนั้นมันเริ่ม develop เดโม่สลับเพลงไปเรื่อย ๆ ต่อวัน แล้วเรารู้สึกว่าแต่ละเพลงเริ่มเห็นภาพที่จะมารวม EP กันมากขึ้น

Track by Track

‘A Beautiful Human of Mine’

ยิ้ม: คือเดโม่เพลงนี้ ณ ตอนนั้นมันเริ่ม develop ไปทาง chamber pop อย่างชัดเจนแล้วแหละ แล้วเพลง Daynim เนี่ยก็มองว่าเพลงที่เขียนในมุมมองที่แมนดี้มองพี่ แมนดี้คือแมว เป็นพระของบ้าน และเป็นเซเล็บของทุกคน จริง ๆ มีโมเมนต์นึงที่เราแชร์ให้เพลงฟังแหละว่า ช่วงดาวน์ ๆ เจอเรื่องแย่ ๆ แล้วเราอยู่คนเดียว แมวมันจะมีวิธีเข้าหาอีกแบบนึง ปกติแล้วคนเลี้ยงหมาจะรู้กัน เหมือนหมาแสดงออกความรู้สึกอย่างชัดเจนว่า ฉันอยากเล่นกับเธอ ฉันเป็นห่วงเธอ ฉันรักเธอ ฉันงอนเธอ แต่ว่าแมวมีวิธีแสดงออกแบบแสดงออกไม่เป็น มันจะมีวิธีอ้อนของมัน เช่นมานั่งมองเรา แล้วอยู่ดี ๆ ก็ร้องขึ้นมา เออ รู้นะว่าแฮปปี้อยู่หรือเศร้าอยู่ ชั้นให้โอกาสเธอเล่นกับชั้นก็ได้ พอมันเป็นเพลงที่เล่าในมุมแมวที่แสดงออกไม่เป็น แล้วเราก็คิดว่าเสียงกูและมึงอาจจะไม่ได้รู้สึกน่ารักแบบแมว เราก็เลย เฮ้ย มีคนนึงที่เสียงเขาน่ารักมาก ก็นึกถึง neptember เขาก็อินสาย chamber pop สายเพลงเก่า พวก The Carpenters อะไรอย่างเงี้ย ก็เอาเขามาเลยไหม

เรารู้จักน้องนัทเป็นการส่วนตัวและเป็นแฟนเพลงของ neptember อยู่แล้ว เราเลยโทรชวนนัท นัทถามว่ามีตัวอย่างให้ฟังไหม เราก็บอกมี แต่เป็นเดโม่หยาบ ๆ เลยนะ ส่งให้ฟังละเขาชอบ แล้วถามว่ามีเนื้อเพลงมั้ย อ๋อมี แต่เนื้อเพลงคือไม่ลงท่อนอะไรเลยนะ (หัวเราะ) เราก็มีแค่กระดาษแผ่นนั้นที่เพลงเขียนมา มันไม่มีท่อนด้วยซ้ำ เป็นเรียงความ ถามว่าพรุ่งนี้มาอัดเลยไหม แล้วเรา นัท กับเพลง จะมาจับทุกอย่างลงท่อนแล้วคิดเมโลดี้พร้อมกัน น้องนัทก็โอเค

ทุกอย่างมันด่วนมาก กลายเป็นว่าตอนอัดกันอยู่ดี ๆ ท่อนบริดจ์เงี้ยก็คิดว่าเราจะเขียนเนื้อไปอีกทางนึงไหม ก็ได้ไอเดียจากนัทมา เราก็ตั้งใจทำให้มันเป็นแบบที่เพลงตั้งโจทย์แหละว่า พี่ห้าม OCD ห้ามคิดเยอะ พอพี่ตั้งใจทำแล้วทำเลย ไม่ต้องย้ำคิดย้ำทำ ทำสเกตช์ไว้ก่อนเยอะ ก็เลยกลายเป็นว่าน้องนัทมาแจมเมโลดี้ด้วยกัน คิดหน้างานใน session นั้น ใครอยากคอรัสตรงไหน คอรัสกับใคร อันนี้ก็อัดพร้อมกันไปเลย มีท่อนนึงที่ว่างอยู่ไม่มีเนื้อใส่ เราก็ให้นัทช่วยเขียนเนื้อเพลงร่วมกันเลย 3 คน ไวบ์ตอนนั้นเบิกบานมาก อาจจะเพราะเคมีน้องนัทด้วย สนุกเหมือนกันนะ มันลงตัว

‘Clueless’

เพลง: ‘Clueless’ จริง ๆ ก็แต่งไวมาก ความจริงแทบจะแต่งวันเดียวเสร็จ เป็นเพลงท้าย ๆ ที่เราทำ เนื้อเพลงมารองสุดท้ายเลยเพราะเพลงเพิ่งไปเที่ยวกับเพื่อนมา

เพลงนี้แต่งให้เพื่อนคนนึงชื่อทับทิม เป็นเจ้าของร้าน Gaginang ที่เราจัดงาน listening party แหละ เพลงเพิ่งมาสนิทกับทับทิมได้ประมาณเกือบปีเพราะเขาเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทีนึง พอได้คุย เริ่มสนิทขึ้น ได้แชร์มุมมองในการเล่นดนตรีและวงการดนตรี ทับทิมก็เป็นคนซัพพอร์ตวงไทยที่ดีอีกคนนึง แล้วก็เป็น supporter ในแง่ของเพื่อนที่ดีอีกคนนึง นอกจากเรื่องานก็แชร์กันเรื่องจิตใจ ความสัมพันธ์ กลายมาเป็นว่าคุยกันค่อนข้างบ่อย สนิทกันได้ยังไงก็ไม่รู้ ทีนี้มันก็จะมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เพลงเอ็นจอยจะใช้ร่วมกับทับทิม เช่นการไปดูคอนเสิร์ต หรืออย่างไปดู Pelupo ทับทิมก็ชวนเที่ยวต่อ เราก็ไปเพราะต่างฝ่ายเป็นคนคล้าย ๆ กัน ทับทิมชอบทำงาน เพลงก็ชอบทำงาน แต่เป็นงานคนละแบบกัน แล้วก็จะชอบพูดต่อกันว่า เนี่ย พักบ้างนะ นางสาวทำงาน นักทำงาน แต่ต่างฝ่ายก็รู้ว่าบ้างานกันทั้งคู่ไม่มีใครได้พัก แล้วพอถึงเวลาได้พักจริง ๆ ก็จะพักไปเลย แล้วเราจะสลับกันคอยให้กำลังใจเวลาเพลงดาวน์ หรือมีเรื่องอะไรที่ไม่โอเคกับตัวเองหรือรู้สึกว่าตัวเองห่วย เราก็จะชอบพูดขึ้นมาเล่น ๆ ว่า เออ เราห่วยอะ จัดการตัวเองไม่ได้ แล้วทับทิมจะคอยเบรกแบบ ‘หยุดนะ เธอมันตัวแม่ สุดยอดที่สุดแล้ว’ แบบเพื่อนหญิงพลังหญิง แล้วตลกว่าเวลาทับทิมเป็นอย่างนี้ เพลงก็จะพูดแบบเดียวกันทุกครั้ง เหมือนเรามีกันอยู่แค่นี้ก็ให้กำลังใจกันไปมาเรื่อย ๆ คำว่า ‘Clueless’ จริง ๆ ยกขึ้นมาในเวย์ที่ว่า ‘เรามันช่างไม่รู้อะไรซะเลย’ อีกฝ่ายก็จะคอยบอกว่า ‘หยุดนะ สิ่งที่เธอทำคือมันดีแล้ว’ ก็กลายมาเป็นเพลงนี้

ก่อนนี้เหมือนไปค้นเดโม่ตัวเอง จะมีช่วงนึงที่เพลงเล่นเปียโนเป็นลูปไว้ แล้วคิดอยู่ว่าถ้าอยากให้เป็นเพลงที่เล่าเรื่องจริง ๆ ถ้าให้มันเป็นลูปไปเรื่อย ๆ ได้ไหม ก็เลยส่งลูปเปียโนที่กดไม่ต้องเยอะเล่นไปเรื่อย ๆ ลองร้องเอาเนื้อเพลงที่แต่งคร่าว ๆ เข้าไปเป็นเมโลดี้นิดหน่อยให้พี่ยิ้มฟัง พี่ยิ้มบอกเอาเลย ก็เลยแต่งมาจนจบ มีเปลี่ยนนิดเดียวช่วงเปลี่ยนท่อน พี่ยิ้มอยากให้มันน้อยแต่มากเหมือนเพลง ‘Carnival Town’ ของ Norah Jones แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกันหรอก

ยิ้ม: เพราะอันนี้เราว่ามันน่าจะเอามาจากส่วนเนื้อเพลงด้วยแหละ ไม่ว่าจะเราหรือเพลงถ้าเป็นคนเริ่มเขียน ก็อยากให้มันมีสิ่งที่มันเชื่อมโยงกันทั้งเนื้อหาและสไตล์ดนตรี ถ้าเจ้าน้องเพลงมันมาเป็นเพลงอีกแบบเลยเราอาจจะไม่ได้อินเท่าอันนี้ จุดเริ่มต้นความมินิมัลก็มาจากนาง

เพลง: แล้วสาว Swifties อย่างเราก็เลยอินเลย (หัวเราะ) เพลงนึกถึง Taylor Swift ชุด ‘Folklore’, ‘Evermore’ ตอนทำเพลงนี้เทย์เลอร์ก็เป็นอีกคนที่ทำให้เราลองคิดในเวย์นี้บ้าง เพราะเพลงก็ไม่ใช่คนที่เล่นเปียโนน้อยได้เก่ง

IHYFN’

ยิ้ม: เพลงนี้เริ่มมาเป็นเดโม่แรก ๆ ช่วง 10 วันจะมีเพลง ‘A Beautiful Human of Mine’ มาก่อน แล้วอันนี้เป็นอันที่สองช่วงที่เพลงไม่ค่อยว่าง แล้วเราไม่อยากน้อยหน้าน้องเพราะน้องมีเนื้อเพลงแรกมาแล้ว งั้นเพลงนี้กูจะไม่ให้มันช่วยสักคำ เขียนจากตัวเอง 100% โดยที่ไม่ให้นางตรวจด้วย

ปกติเราเป็นคนที่มีเรื่องอะไรแล้วไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังเลย เป็นคนเล่าความรู้สึกตัวเองไม่เป็น คือพอเล่าแล้วจะตีความตัวเองไปอีกแบบ กับด้วยกลัวว่าคนที่ฟังเราจะตีความเราเปลี่ยนไปเพราะเราชอบเจอปัญหาเรื่องนี้บ่อย เรากลัว ก็เลยหยิบเรื่องที่คิดว่าจะไม่กล้าเล่าที่สุดมาเล่า มันก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ผ่านมานานมาแล้ว แต่เราก็ยึดคอนเซ็ปต์ EP เราก็เล่าในมุมมองของเขา เราอยากจะเข้าใจสิ่งที่เขาทำกับเรา ที่ทำให้เราเบรกดาวน์มาก ๆ มันเป็นเพราะอะไรวะ ก็คิดอยู่นานมาก มันก็ได้ประโยคแรกมาว่า ‘กูพยายามจะเขียนในมุมมองของเขาแล้วแหละ แต่กูไม่เข้าใจเหตุผลของมึงเลยจริง ๆ’ แล้วมันก็กลายเป็นว่า พอได้ประโยคแรกนั้นมา จะเล่าอะไรต่อดี เราพบว่าสิ่งที่มันค้างอยู่ทำให้เรามีแผลใหญ่มาก และอีกทางนึงคือมันทำให้เราเหมือนมีความเป็นคนมากขึ้น เราได้ฝึกในการที่จะแสดงออกความเศร้า appreciate คนรอบข้างมากขึ้น แสดงออกกับคนรอบตัวได้ดีขึ้น งั้นเราคิดว่าอยากจะพูดกับเขาไปตรง ๆ ว่า ถ้าสมมติเรื่องราวทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นสัญญาณแม้แต่นิดเดียว เห็นแสงจากมู่ลี่สักนิด เราก็คงจะแก้มันแต่แรก เพราะว่าสุดท้ายแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราว่าเราอยู่ด้วยกันในความรักที่ดี เราโตด้วยกันมาได้หลาย ๆ ปี เอาจริงมันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากอันนึง เลยเขียนออกมาในมุมมองนี้ เป็นจดหมายรักส่งไปแบบเขิน ๆ และกึ่ง ๆ จะบอกว่า ไอ้เหี้ย กูเกลียดมึงนะ แต่เอาจริง ๆ แล้วอะ เรื่องนี้กูให้อภัยมึงไปตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าบางมุมก็เข้าใจมันมากเหมือนกัน แล้วเราก็รู้สึกว่ามันก็รักเราเหมือนกัน

ไอเดียก็คล้าย ๆ กับ ‘Clueless’ แหละ อยากให้เป็นโฟล์กที่มันนุ่มนวล โฟล์กเมืองหนาว เราก็โตมากับ Glen Hansard เนาะ อยากมีเพลงมู้ดแบบ Bon Iver ยุคแรก โฟล์กแบบมีจูนนิงต่ำ ๆ เล่นเมโลดี้เรียบง่าย โน้ตไม่ต้องสูงมาก เหมือน spoken words พูดกับเขาอย่างจริงใจ แสดงความนับถือเขาด้วย

‘Minute Waltz’

ยิ้ม: ข้ามจากนัท ก็เป็น เฟิร์ส Dogwhine ในเพลง ‘Minute Waltz’ ตอนเราทำสเกตช์เพลง เราก็รู้สึกเหมือนทำเพลงจบปริญญา เราอุทิศให้ศิลปินที่เราชอบประมาณนึง แล้วเพลงนี้เราก็อยากได้มู้ดเหมือน Herbie Hancock มาอยู่ในนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันมีอัลบั้มนึงของเขาที่เขาเอาเพลงของ Joni Mitchell มาคัฟเวอร์ทั้งอัลบั้ม แล้วมันมีเพลงนึงชื่อ ‘River’ มันก็เป็นโฟล์กแจ๊สแบบนี้แหละ แล้วมันมีเสียงนึงที่เหมือนฝังเราตั้งแต่เด็ก ๆ เลย มันก็คือเสียงแซ็กโซโฟน น่าจะเป็นเทเนอร์มั้งถ้าจำไม่ผิด เราก็เลยคุยกับแบงค์ Dogwhine ว่าอยากได้เสียงแซ็กโซโฟนแบบนี้ มีใครบ้างวะ แบงค์ก็บอก ‘พี่ มือแซ็กผมไง’ คือเราไม่ได้รู้จักเฟิร์สเป็นการส่วนตัว พอคุยกับแบงค์เสร็จ วันรุ่งขึ้นเราได้ไปดู Dogwhine พอดี เราก็เลยได้ดูเฟิร์ส แล้วให้แบงค์คุยกับเฟิร์ส วันถัดมาเฟิร์สก็มาอัดแซ็กให้เลย ทุกอย่างด่วนอีกแล้ว ก็คุยกับเฟิร์สว่าอยากได้เขาเพราะเขามีวิธีการเล่นเฉพาะตัว ให้ดีไซน์ได้เลยเพราะเขามีวิธีการบรรเลงโน้ตแบบที่กูไปดูมึงเล่นสด เพราะอยากได้เสียงแบบนั้นมาอยู่ในเพลงของกูเว่ยเพื่อน เฟิร์สก็เลยอัดหลาย ๆ เทค แล้วเรามาเลือกอันที่ชอบกัน

เพลง: ด้วยความที่มันเป็นมู้ดคันทรี ๆ หน่อย เป็นกีตาร์โปร่งให้ความรู้สึกเหมือนการไปเที่ยว ไปชานเมือง เพลงก็อยากหยิบความรู้สึกตัวเองของความสัมพันธ์อันนึงที่เคยเจอมา เป็นความสัมพันธ์ที่สำหรับเพลงมันทั้งดีและแย่ มันจบที่ว่า โอเคความสัมพันธ์นี้มันไม่ได้มาถึงทุกวันนี้แหละ แต่มันมีสิ่งที่สวยงามและมี aesthetic บางอย่างที่เราจำมันได้ เพราะเพลงเป็นคนที่โคตรขี้ลืมรายละเอียด หรือเหตุการณ์สำคัญ สิ่งที่จำได้มันคือสี ไวบ์ ต่อความสัมพันธ์นี้ ไวบ์ของเพลงคือชอบความที่สิ่งที่เราเสพมันคือความยุโรป การเอ็นจอยกับการกินไวน์ นั่งฟังเพลง Bon Iver …ดูน่าขนลุกนิดนึงนะ (หัวเราะ) แต่มันก็หลอมรวมให้เป็นอะไรบางอย่างในตัวเพลง ณ ขนะนั้น (ยิ้ม: เหมือนเที่ยวอิตาลีตลอดเวลา อยู่ซานโตรินี) เออ ๆ เป็นฟีลนั้น แล้วที่มันชื่อ ‘Minute Waltz’ เพลงอยากเล่าในแง่มุมที่ว่า ตอนที่เราอยู่กับเขาในความสัมพันธ์นี้ มันทำให้ตัวเองอยากจะทำอะไรที่มู้ดมันฟิตอินกับไวบ์เขา

เพลงเคยเรียนเปียโนคลาสสิก แล้วมีช่วงนึงกลับไปบ้าน รู้สึกว่าไม่ได้เล่นเปียโนนานมากเลย โอเค กลับไปเล่นเพลงที่เคยเล่นได้ มันก็มีเพลงของโชแปงเป็น Waltz in Key… อะไรจำไม่ได้ แต่ฉายามันคือ Minute Waltz ก็เลยเล่นเพลงนี้ ทุกอย่างคือความทรงจำที่ดีมาก ๆ ที่เราเล่นแล้วมีเขาอยู่ตรงนั้น เขาก็ appreciate เรามาก ๆ ไม่นึกว่าวันนึงจะได้ฟังเพลงคลาสสิกดี ๆ เพลงก็แบบ ‘หูย ขนาดนั้นเลยหรอ’ เราก็จำสิ่งที่เขาบอกเรา สิ่งที่เขาชื่นชมเราได้ไง แล้วพอถึงจุด ๆ นึงมันก็ทำให้ต้องแยกกันก็จริง แต่ลึก ๆ แล้วเพลงก็ชอบความสัมพันธ์นี้ เพลงไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิตของเพลง เพลงรู้สึกว่าความรู้สึกในเพลงนี้เป็นความรู้สึกดี ๆ มากกว่า เลยกลายเป็น ‘Minute Waltz’... ขนลุกเลย Swifties สุด ๆ (หัวเราะ)

‘It’s The Season Somehow’

ยิ้ม: YEEZAA รวมตัวกันในเพลงสุดท้าย จากตอนแรกเราทำเป็นเดโม่กีตาร์โปร่ง อยากได้มู้ดแบบสาวชาวร็อกห่วย ๆ เล่นหลังบ้านกับเพื่อน ๆ ไฮสคูลที่สูบบุหรี่ กินเหล้า ตัวเหม็น ๆ อยู่ในนั้น ชิล ๆ ดิบ ๆ ตามสไตล์วงหญิงล้วน เราเห็นภาพกันแบบนั้น ก็เลยอัดเป็นกีตาร์โปร่งพาวเวอร์คอร์ดกับเพลง พอฟังสเกตช์แรกในวันนั้นเลยมั้งที่อัดร้องกัน แล้วเรารู้สึกว่า เฮ่ย แล้วถ้าอยากให้มันเห็นภาพในห้องซ้อมนั้นมากขึ้นอะ เราก็ชวนคนที่อยู่ข้างล่างตึกเราที่ทำงานอื่นกันอยู่ คือตึกเรามีสามชั้น ข้างล่างจะเป็นออฟฟิศ ข้างบนเป็นห้องอัด ชวนมันขึ้นมาอัดดนตรีหน่อย อยากได้กลอง กีตาร์ เบสด้วย ก็เลยขึ้นไปแจม YEEZAA กันทั้งหมดตรงนั้น ใครอยากเล่นอะไรก็เล่น ตัวเท็ดดี้ Panician เขาก็ถนัดเสียงแตกอยู่แล้ว ให้เขาอัดฟัซเต็มที่ จากภาพเพลงนั้นที่ตีกีตาร์โปร่งแบบชาวร็อกชิล ๆ กลายเป็นเพลงที่ distortion หนักมาก ๆ ในนั้น

เพลง: เพิ่งมาคิดตามที่พี่ยิ้มบอกว่า มันเป็นสิ่งที่เราทำให้มัน co-related กันได้เหมือนกัน มันเป็นนิสัยอะไรบางอย่างที่มีร่วมกันของเรา ที่เราจะไม่ชอบให้คน overprotect เรา ประโยคที่ว่า ‘It’s The Season Somehow’ เพลงคิดขึ้นมาในความเชื่อหรือความรู้สึกที่ว่า ทุกครั้งที่เวลาเราดาวน์ หรือเราจะต้องวิ่งหนีอะไรสักอย่าง หรือคนรอบข้างที่อยู่กับเรา ณ ช่วงโมเมนต์นั้น เขาก็จะพยายามปลอบหรือพูดกับเราว่า เฮ้ย มันก็แค่ช่วงนึง มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป จริง ๆ มันคือมีทั้งดีและไม่ดีในประโยคนั้น ช่วงเวลาที่เพลงรู้สึกแย่มาก ๆ แล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจอะ เราจะรู้สึกว่าเหมือนเขาพยายามปลอบใจเราว่า ‘ไม่เป็นไรนะ ยังมีทุกคนอยู่ตรงนี้’ แต่เราไม่อยากมีเขาอยู่ด้วย ณ ตอนนั้นอะ แต่ในอีกแง่มุมนึงคือเรามองย้อนกลับไปตอนที่เราคิดได้แล้ว ว่าสิ่งที่เขาทำได้มากที่สุดคือเขาก็พูดกับเราได้เท่านี้ ประโยคนี้มันกลายเป็น positive มาก ๆ เหมือนกัน เพราะเราพยายามจะวิ่งหนีอะไรบางอย่างตลอด เราพยายามจะกันคนอื่นจากตัวเอง ปิดกั้นในบางมุมตลอดเวลา ท่อนฮุกมันเลยพูดว่า ‘I don’t want you to run anymore.’ ซึ่งความรู้สึกมันก็ ไม่ใช่ว่าเราเป็นมนุษย์ที่ไม่มีคนอื่นใส่ใจเลย กลับกันคือทุกคนใส่ใจเรามาก ๆ

เพลง และ ยิ้ม thaimilktea

คนที่ไม่ได้รู้จักเพลงดีจะรู้สึกว่าเป็นคนห้าว ๆ แต่พอมาเป็นเพลงแล้วจะมีความ feminine มาก

เพลง: แต่ละช่วงชีวิตจะแล้วแต่เลย มีสวิตช์โหมดให้ตัวเองค่อนข้างเยอะ ฟังสวยก็ได้ หนักก็ได้ ได้หมด (หัวเราะ)

ได้อะไรจากการทำค่ายเอง ต่างกับตอนเป็นศิลปินมีค่ายยังไงบ้าง

ยิ้ม: มันหนังคนละม้วนเลย ทั้งทัศนคติ การตัดสินใจ คนละเรื่องที่รับรู้ด้วย ตอนนั้นเราเป็นศิลปิน โอเคพาร์ตโปรดักชันเราก็ได้ช่วย เราได้โอกาสทำบ้าง จะได้แตะ ฝั่งอาร์ต ทำบิล ไปพีอาร์ พอรู้เรื่องบ้าง คุยนู่นคุยนี่ แม้กระทั่งการพรีเซนต์โปรเจตก์กับผู้ใหญ่ แต่ว่าพอมาเป็นคนทำจริง ๆ มันคนละแบบกันเลย

พอต้องมาทำเองแล้วยากไหม

ยิ้ม: ส่วนตัวเราไม่เลย เพราะว่าเรามีทีมที่ดีด้วยแหละ รู้จักกันมาก่อน และเป็นแก๊งที่ไม่ได้รู้เรื่องมาก แต่ก็เนิร์ดมากพอที่จะศึกษาหาข้อมูลที่จะทำมัน แล้วก็มีพิมพ์ไลน์ปรึกษาคนอื่นบ้างว่าอันนี้ทำยังไง เราก็โชคดีว่าคนรอบตัวให้ข้อมูลช่วยสอนเรา

งาน listening party ที่ Gaginamg ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง

ยิ้ม: นี่ก็คุยกับเพลงอยู่ว่า ‘เชี่ย เราจะไม่ร้องไห้นะ’ เพราะทุกคนเหมือนมาเชียร์ มาให้กำลังใจเรา สุดท้าย น้องเพลงหนึ่งน้ำตา แต่ทั้งหมดทั้งมวลงานนี้โดนแย่งซีนโดยคนคนเดียว คืออีเปอ! (เปอติ๊ด ญาดา) มันแย่งซีนยังไงรู้ปะ คือพอเราพูดจบ มันเดินมาตรงกลางเลย แล้วร้องไห้เลย (หัวเราะ)

เพลง: กลายเป็นว่าเราสองคนคือปลอบใจพี่เปอ ‘ไม่เป็นไรน้าาาา’

ยิ้ม: แต่โดยรวมคือไวบ์ดีมากเลย อบอุ่นมากเลย เหมือนเขามาให้กำลังใจ ถึงเปอจะแย่งซีนร้องไห้ แต่สิ่งที่มันพูดดีกับเรามากเลยนะ เหมือนแบบ ‘เห็นมึงมาตั้งแต่ day 1 แล้วฮือ ๆๆๆ กูยินดีกับมึงมากเลยที่มึงกล้าทำงานตัวเองแล้ว’ (ล้อเลียนเสียง)

ทำไมตอนแรกไม่กล้าทำเพลงตัวเอง

ยิ้ม: เอาจริงนะ คือเราแทบไม่ทำเพลงไปแล้วก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างที่เรารู้ ๆ กัน แล้วก็ป่วยเป็นมะเร็งด้วย ยายก็เป็นมะเร็ง หลาย ๆ อย่างมันมาพร้อมกัน ทั้งความ OCD ความซึมเศร้าบอยอยู่แล้ว พอรวมกันมันหงุ่ยมาก กลายเป็น anxiety กลายเป็นคนไร้ซึ่งความมั่นใจในตัวเองไปเลย แล้วก็ดูถูกงานตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตลอดเวลา มีแต่พลังงานลบเลย มันก็เลยกลายเป็นว่า Daynim เปอติ๊ด แล้วก็ Bellythebear เขาจะมาอยู่ด้วยกันกับเราบ่อย ๆ มากินเหล้ากันที่ห้องทั้งที่ไม่ใช่วันทำงาน มาเชียร์อัปกันตลอดเวลา

ตอนแรกเราไม่ทำเพราะเหมือนมันเป็นปมไปแล้วแหละ แต่พอมันต้องทำเพราะมันยังมีงานค้างอยู่ แล้วพอเราเต็มที่มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่ ก็ค่อย ๆ กระเถิบ โชคดีด้วยแหละเรามีคนรอบตัวที่ดีมาก ก็ทำให้เราฝึกประทับใจกับคนรอบข้างมากขึ้น แม้กระทั่งเพลงเหมือนเป็นจิตแพทย์ประจำตัวเลย ปรึกษากันบ่อยมาก ก็ทำให้กล้ารับงานโปรดิวซ์มากขึ้น กล้าเริ่มทำค่าย กล้าเริ่มทำเพลงตัวเอง แล้วก็คิดว่าน่าจะกล้าไปเล่นสดแล้วแหละ มันก็เห็นมา 3-4 ปีแล้วเนาะ มันก็น่าจะรู้สึกภูมิใจในตัวเรา

ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง

ยิ้ม: สบายมาก เอาจริง ผ่ามาสามรอบ สามครั้ง คนละเหตุผล ครั้งแรกเพราะอะไรไม่รู้ หมอบอกสาเหตุมันกว้าง ลักษณะก้อนเนื้อมันไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร เราเป็นที่กระเพาะ ลำไส้ สองที่ เขาบอกว่าแทบจะเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ คนมีสิทธิ์จะเป็นตรงนี้ได้ง่ายมาก ๆ อยู่แล้ว แต่รอบที่สองเหมือนเป็นเพราะวัคซีนเพราะเหมือนหายจากรอบแรกแล้วก็ไปฉีด ‘เฮ้ยวัคซีนมาไทยแล้ว ก็โมเดอร์นาดิวะ’ พอไปฉีดวัคซีนปุ๊บ ข้างในมันเหมือนรู้ว่ามีอะไรผิดปกติตรงที่เดิม ก็เลยไปหาหมอ พอตรวจเจออีกรอบก็ผ่าอีกรอบ แต่ครั้งนี้รอบที่สาม สรุปเราผ่าสามรอบมั้ง ช่วงก่อนหน้านี้ที่ฝุ่นมันหนักมาก ๆ เราเป็นเพราะฝุ่น PM2.5 แบบ เชี่ยอะไรวะ

แต่พอมันผ่านรอบแรกมาแล้ว เจอจุดที่เรากลัวที่สุดมาแล้ว กับเจอจุดที่มันงี่เง่ามาก ๆ เราเลยรู้สึกว่ามันก็แค่เราไปเซเว่นอะ มันไม่มีอะไรผิดแปลกมาก เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างจะง่ายมากถ้ายิ้มป่วย ยิ้มไปหาหมอ แล้วหมอรักษาได้ รักษาดี โอเค กลับมารักษาตัวต่อ แล้วก็อย่าไปหงุ่ยกับอาการมาก มันก็จะกลับไปที่เพลงที่ 5 แหละ พอเราเห็นว่าคนรอบตัว overprotect มาก เราเข้าใจนะ รักเขามากด้วย appreciate มากด้วย แล้วบางมุมเราเป็นแบบผู้ป่วยติดเตียง เราก็อยากคึกบ้าง ไม่อยากหดหู่หรือห้ามตัวเองไปตลอด แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรซับซ้อนด้วยแหละ มันก็แค่ป่วย ก็รักษา รักษาหายปุ๊บ ก็ดูแลตัวเองให้ดี ดูแลความสัมพันธ์ให้ดี โชคดีที่คนรอบตัวดีมาก ๆ ไม่งั้นผ่านไม่ได้

ฝากผลงาน

เพลง: ฝากติดตาม EP นี้ด้วยนะคะ ออกวันที่ 25 นี้แล้ว มี 5 เพลง โคตรจะภูมิใจ อยากปรบมือให้ตัวเองและพี่ยิ้มดัง ๆ จริง ๆ เฝ้ารอการเล่นสดของพวกเราด้วย

ยิ้ม: งานแรกมีดีลแล้ว ตื่นเต้นมาก มันเป็นงานใหญ่เฉยเลย ไวมาก งงมาก แต่เดี๋ยวว่ากัน งานนี้เราตั้งใจกันทำมาก หวังว่าจะประกอบกิจกรรมระหว่างวันของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการชงกาแฟ อาบน้ำ หรือนั่งเบื่อ ไถเน็ตฟลิกซ์ไปเรื่อย ๆ แล้วไม่รู้จะดูอะไรก็เปิด EP นี้ฟังระหว่างนั้นก็ได้

รับฟัง TWIMC จาก thaimilktea ได้แล้ว ที่นี่ ฝากแปะลิงก์จ้า

ปก EP ‘TWIMC’
+ posts

อิ๊ก นักเขียนสายดนตรีที่เกือบจะต้องวางมือ แต่คงหนีไม่พ้นเพราะยังอยากพูดถึงวงและเพลงดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

Related Articles

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy